จาก “เมืองเพียโมเดล” สู่การพัฒนาดินเค็มที่กาฬสินธุ์

เกษตร27 ส.ค. 2562 • 09:49 น.
จาก “เมืองเพียโมเดล” สู่การพัฒนาดินเค็มที่กาฬสินธุ์
สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ขยายผล “เมืองเพียโมเดล” ประยุกต์ใช้แก้ปัญหาดินเค็มจังหวัดกาฬสินธุ์ 150,000 ไร่ พร้อมส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา เพิ่มรายได้ นายวิรัตน์ แสงแก้ว ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่ประสบปัญหาดินเค็มประมาณ 150,000 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอยางตลาด อำเภอฆ้องชัยพัฒนา อำเภอกมลาไสย อำเภอร่องคา และอำเภอห้วยเม็ก นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่อีกประมาณ 45,000 ไร่ ที่อยู่บนเนินรับน้ำ ซึ่งมีศักยภาพที่จะแพร่กระจายดินเค็มได้หากมีการจัดการไม่เหมาะสม ทั้งนี้ ปัญหาดินเค็มส่งผลกระทบต่อเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพของพืชผลทางการเกษตร ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลงตามไปด้วย เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ ได้ทำโครงการส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อย โดยนำเอาแนวคิดและวิธีการจัดการดินเค็มของ “เมืองเพียโมเดล” มาประยุกต์ใช้ ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ได้ดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ประสบปัญหาดินเค็มในพื้นที่ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกร วางแผนและขับเคลื่อนร่วมกันส่งผลให้แก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการ เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มในการทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญใช้สามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็มในพื้นที่อื่นได้เป็นอย่างดี ด้าน นางสาวอุไรวรรณ ถายา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กล่าวเสริมว่า สำหรับการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มของจังหวัดกาฬสินธุ์ เริ่มนำต้นแบบเมืองเพียโมเดลมาใช้ตั้งแต่ปี 2557 ดำเนินการในพื้นที่ อ.ยางตลาด เนื่องจากมีพื้นที่ดินเค็มจำนวนมาก ในปีแรกพื้นที่ตัวอย่าง 1,500 ไร่ รูปแบบกิจกรรมคือ การให้ความรู้เกษตรกรโดยการอบรมและจัดเวทีเสวนา เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงปัญหาดินเค็มและแนวทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้องเหมาะสม การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนเศรษฐกิจบนคันนา เช่น ยูคาลิปตัส เพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดินเค็มทั้งบนผิวดินและใต้ผิวดิน รณรงค์การปรับปรุงบำรุงดินด้วยพืชปุ๋ยสดและไถกลบตอซัง ซึ่งได้ทำโครงการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ต.หัวนาคำ ต.คลองขาม ต.อิตื้อ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่าง 30 ราย ที่เข้าร่วมโครงการฯ พบว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจมาก ทั้งในด้านสามารถลดความเสียหายของพื้นที่จากการแพร่กระจายดินเค็ม การแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ทำให้พื้นที่การเกษตรได้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากการทำการเกษตรเพิ่มขึ้น 96.97% ของจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเกษตรกรมีรายได้จากการผลิตข้าวในพื้นที่ดินเค็มต่อไร่เพิ่มขึ้น อีกทั้งการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา นอกจากจะช่วยลดการแพร่กระจายดินเค็มได้แล้วยังมีรายได้จากการขายไม้ยูคาลิปตัสด้วย “ผลสำเร็จจากการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มแบบบูรณาการ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในครอบครัวและชุมชนของเกษตรกรให้ดีขึ้น เพราะพื้นที่เดิมที่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชได้ สามารถกลับมาทำการเพาะปลูกได้เต็มพื้นที่ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากมีแรงงานคืนถิ่นกลับมายังถิ่นฐานบ้านเกิด หันมาทำอาชีพเกษตรกรรม สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัว ใช้ชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ยังยืนต่อไป”นางสาวอุไรวรรณ กล่าว