ร้องเปลี่ยนพนักงานสอบสวนกรณีต่างด้าวสวมบัตรประชาชน

ข่าวทั่วไทย10 มิ.ย. 2565 • 04:53 น.
ร้องเปลี่ยนพนักงานสอบสวนกรณีต่างด้าวสวมบัตรประชาชน

 

สองสามีภรรยาชาวไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน ในคดีต่างด้าวชาวเมียนมาร์ปลอมบัตรประชาชน หลังพบว่า ดำเนินการล่าช้าทั้งที่ ทราบตัวผู้กระทำผิดชัดแจ้ง  

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2565 เวลา 09.00 น. นายธนโชติก์ รุ่งเหมันต์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42/15 ม.8 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยนางอนงค์นาถ รุ่งเหมันต์ ผู้เป็นภรรยา ได้เดินทางไปยื่นหนังสือร้องขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน ต่อ พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ทาง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน ไม่อยู่ติดราชการ ทาง พ.ต.อ.วรวุฒิ ปานขาว รอง ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน ปฏิบัติราชการแทนฯ เป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนแทน

โดยในหนังสือร้องเรียนดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.30 น. ข้าพเจ้าได้แจ้งความที่ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน กรณี นางยิง ไม่มีชื่อสกุล และ นายธนัญชัย รุ่งเหมันต์ หรือ นายปรเมศวร์ ชัยวิทยา ในข้อหา  แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ แต่พบว่าพนักงานสอบสวนมีการทำคดีล่าช้า ทั้งที่ทราบถึงตัวบุคคลที่กระทำความผิด ซึ่งเกรงว่า ผู้ถูกกล่าวหาจะหลบหนีไปเสียก่อน จึงมีความประสงค์จะขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนผู้รับคดีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในขั้นตอนการสอบสวนและติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ 

นายธนโชติก์ รุ่งเหมันต์ เปิดเผยว่า จากการสืบสวนของพนักงานสอบสวน พบว่าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ 2558 นางยิง ไม่มีชื่อสกุล มารดาของ ด.ช ธนัญชัย รุ่งเหมันต์ ได้ทำการโอนย้ายบุตรชาย จากบ้านเลขที่ 42/15 ม.8 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ไปที่บ้านเลขที่  3 ถนนสัมพันธ์เจริญเมือง ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้น ต่อมา เมื่อวันที่ 26 เดือน กันยายน พ.ศ 2561 นายธนัญชัย รุ่งเหมันต์ ได้ไปเปลี่ยน ชื่อและนามสกุล เป็น นายปรเมศวร์ ชัยวิทยา ด้วยตนเอง ซึ่งตอนนั้นนายปรเมศวร์ มีอายุเพียง 15 ปี และยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับสามารถให้มีการดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามล่าสุดทางพนักงานสอบสวน ยังไม่ได้ตัดเป็นเลขคดีและไม่ได้ออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

นายธนโชติก์ รุ่งเหมันต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับปัญหาบ้านห้วยปู่แข่ ( ชื่อเดิม ) เดิมขึ้นกับ บ้านใหม่ หมู่ 5 ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน เป็นบ้านห้วยโป่งแข่ ขึ้นกับหมู่ 8 บ้านไม้แงะ ต.ปางหมู อ.เมือง ฯ ก่อนหน้านั้น นางเผือก รุ่งเหมันต์ เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2466 ซึ่งเกิดในที่ดินห้วยปู่แข่ เป็นมารดาของ นายอรุณ รุ่งเหมันต์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กอปร์ดุล รุ่งเหมันต์ บิดาของนายธนโชติก์ รุ่งเหมันต์ ผู้ร้องเรียนขอความเป็นธรรม ต่อมาปี พ.ศ.2497 นางเผือก  รุ่งเหมันต์ ซึ่งเกิดในพื้นที่ทำกินบ้านห้วยโป่งแข่ ได้รับหนังสือสิทธิครองครองที่ดิน สค.1 ต่อมา นางเผือก ฯเสียชีวิต วันที่ 3 เดือนเมษายน พ.ศ 2538 ในพื้นที่ดินดังกล่าว ต่อมา นายกอปร์ดุล ฯ หรืออรุณ รุ่งเหมันต์ ผู้สืบทอดมรดกจากมารดา ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าว เป็นเอกสาร สค.3 เมื่อวันที่ 28 เดือน ธันวาคม พ.ศ 2533 มีเนื้อที่ทั้งหมด 45 ไร่ 92 ตารางวา 

ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งเนื่องจากต่างด้าวชาวเมียนมาร์ ได้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว โดยต่างด้าวเหล่านั้น ได้เข้ามาเมื่อปี พ.ศ.2547 จำนวน 200 ราย และ ปี พ.ศ. 2548 อีกจำนวน 20 ราย รวมเป็น 220 ราย โดยที่นายธนโชติก์ รุ่งเหมันต์ เจ้าของที่ดิน ถูกต่างด้าวบีบคั้นและกดดัน จนถึงขั้นขู่จะฆ่า จนต้องหนีออกจากที่ดินของบิดาตนเอง โดยบิดาของนายธนโชติก์ รุ่งเหมันต์ ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2558 และได้ทำการร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน จนต่อมาเจ้าหน้าที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ภาค 5 เชียงใหม่ ได้เข้ามาตรวจสอบและสอบสวนกรณีดังกล่าว จนพบว่า ที่ดินของนายกอร์ปดุล รุ่งเหมันต์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ กรมอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุรินทร์ เข้าครองครอบพื้นที่เมื่อปี พ.ศ.2507 โดยที่ไม่ได้มีการตรวจให้ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าว มีเอกสารสิทธิใดใดหรือไม่ และยังพบอีกว่า มีการออกเอกสารสิทธิ ทับที่ดินของ นายกอปร์ดุล ฯ ซึ่งมีทั้ง โฉนด และ นส. 3 โดยเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยที่เจ้าของที่ดินไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด นอกจากนั้นยังพบพิรุธ การออกเอกสารสิทธิให้กับบุตรหลานต่างด้าวเหล่านั้น โดยอ้างมติ ครม.ปี พ.ศ.2542 ทั้งที่ต่างด้าวเหล่านั้น เข้ามาอาศัยในไทยหลัง มติ ครม. คือเข้ามาเมื่อปี พ.ศ.2547 และ พ.ศ.2548

เรื่องที่เกิดขึ้น จะเห็นว่า มีเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หลายหน่วยงานเข้าไปพัวพัน และเมื่อมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานระดับสูง แล้ว การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่ละหน่วยงานต่างเพิกเฉย ส่งผลให้ราษฎรคนไทย ต้องถูกกดดันจากต่างด้าวชาวเมียนมา ที่เข้ามาอาศัยในไทยโดยไม่ถูกต้อง ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่าบ้านอาศัยวนเวียนไปมาไม่สิ้นสุด ได้รับผลกระทบต่อขวัญ กำลังใจ และความปลอดภัยในชีวิตอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี