สำนักงานชลประทานที่ 1 เร่งสำรวจความเสียหายหลังเกิดพายุ 'มู่หลาน'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เร่งสำรวจความเสียหายในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการชลประทานเชียงใหม่หลังเกิดจากเกิดพายุมู่หลาน ตามข้อสั่งการของ นายสุดชาย พรหมมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1
โดยนายจรินทร์ คงศรีเจริญ กล่าวว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2565 เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ต้นน้ำ เนื่องจากอิทธิผลของพายุ “มู่หลาน” โดยวัดปริมาณฝนที่อุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก ได้ถึง 120 มม. ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตรของราษฎรเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะอำเภอทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และอำเภอไชยปราการ ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งลุ่มน้ำแม่สาว ลุ่มน้ำแม่มาว และลุ่มน้ำแม่ใจ น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ พายุมูหลานยังส่งผลให้อ่างเก็บน้ำของโครงการชลประทานเชียงใหม่ ซึ่งเป็นอ่างขนาดกลางจำนวน 3 อ่าง คือ อ่างเก็บน้ำห้วยเดื่อ อำเภอฝาง อ่างเก็บน้ำแม่แหลงหลวง อำเภอแม่อาย และอ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง อำเภอไชยปราการ มีปริมาณน้ำเต็มความจุของอ่าง และมีหนึ่งอ่างที่มีน้ำล้นสปิลเวย์ คือ อ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง ปริมาณน้ำมีประมาณ 101% เกินความจุ 1% ซึ่งโครงการชลประทานเชียงใหม่บริหารจัดการน้ำ โดยฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 ได้ดำเนินการประสานงานกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ เพื่อทำการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 อ่างนี้ โดยจะพร่องน้ำให้เหลือประมาณ 80% ของความจุอ่าง เพื่อจะรองรับน้ำจากฝนที่อาจจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม กันยายน และต้นเดือนตุลาคม
นายจรินทร์ คงศรีเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การระบายน้ำเพื่อให้เหลือ 80% จะขึ้นอยู่กับอัตราการระบายน้ำของแต่ละอ่างซึ่งมีอัตราการระบายไม่เท่ากัน แต่ได้มีการคิดคำนวณอัตราการระบายน้ำว่าแต่ละอ่างจะระบายที่เท่าไรโดยจะเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำที่จะเข้ามา ยกตัวอย่างอ่างขนาดใหญ่ที่เห็นกันชัดๆ คือ อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ปัจจุบันมีน้ำอยู่ราว 80% ของความจุ ทางโครงการแม่งัดฯ ก็มีแผนการจะระบายเดือนละประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. และจะให้มีน้ำเต็มความจุในเดือนพฤศจิกายน 2565 ทั้ง 3 อ่างขนาดกลางก็เช่นเดียวกันจะมีการคำนวณทั้งน้ำที่ระบายและน้ำที่จะเข้าอ่าง รวมถึงคำนึงถึงการระบายที่จะไม่ให้มีผลกระทบกับพื้นที่ด้านท้ายน้ำด้วย ในการระบายตามความจุของลำน้ำที่สามารถระบายลงไปได้
ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 3 แห่ง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 90 ทั้งหมด ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเดื่อ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง ความจุอ่าง 4.276 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 4.2972 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99.90 เปอร์เซ็นต์ อ่างเก็บน้ำแม่แหลงหลวง ตำบลแม่อาย อำเภอแม่อาย ความจุอ่าง 15.300 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 3.636 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99.86 เปอร์เซ็นต์ และอ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ ความจุอ่าง 15.300 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำ 15.468 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101.09 เปอร์เซ็นต์ อ่างฯ ที่มีน้ำล้นอ่าง เจ้าหน้าที่ได้ทำการพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับตัวอ่าง โดยอ่างเก็บน้ำห้วยเดื่อ ระบายน้ำ 0.45 ลบ.ม./วินาที หรือ 38,880 ลบ.ม./วัน อ่างเก็บน้ำแม่แหลงหลวง ระบายน้ำ 0.45 ลบ.ม./วินาที หรือ 25,920 ลบ.ม./วัน และอ่างเก็บน้ำแม่ทะลบหลวง ระบายน้ำ 1.80 ลบ.ม./วินาที หรือ 155,520 ลบ.ม./วัน การระบายน้ำปริมาณดังกล่าวไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับพื้นที่ด้านท้ายน้ำของชาวบ้านแต่อย่างใด และจะสามารถเก็บกักน้ำได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ณ ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้เพื่อเป็นต้นทุนน้ำในการทำการเกษตรฤดูแล้งหน้า
"สำหรับอาคารชลประทานที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุ “มู่หลาน” นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจ ซึ่งมีความเสียหายอยู่บ้าง เช่น ในพื้นที่อำเภอแม่อาย พื้นที่บริการของฝายแม่สาวมีอาคารชลประทานเสียหายหลายหลายแห่ง ซึ่งเมื่อสำรวจแล้วเสร็จโครงการชลประทานเชียงใหม่จะของบประมาณในการซ่อมแซมไปที่กรมชลประทาน ซึ่งในส่วนของกรมก็อาจจะใช้งบเหลือจ่ายในปีงบประมาณ 2566 หรือในกรณีที่เป็นอุทกภัยมีผลกระทบเป็นบริเวณกว้างก็จะเป็นต้องใช้จากงบกลาง ปี 2566 ซึ่งต้องขอไปยังรัฐบาล นำมาใช้ในการซ่อมแซมปรับปรุง” นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผคป.เชียงใหม่ กล่าว.