เอกชน4องค์กรยื่นหนังสือผู้ว่าฯแพร่พิจารณาปรับลดภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้าง
วันที่ 18 เมษายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ที่ห้องทำงานผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดแพร่ ภาคเอกชนจังหวัดแพร่ นำโดย นางเสาวลักษณ์ วิสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดแพร่, นายเอกชัย วงค์วรกุล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ นายกฤตานนท์ ถนอมทรัพย์ทวี ประธานสภาอุตสหกรรมจังหวัดแพร่ นายปัญจพล ประสิทธิโสภิณ ประธานหอการค้าแพร่งงงงง เข้ายื่นหนังสือต่อนายสมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เรื่อง ขอให้พิจารณาปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2562 และเริ่มใช้มาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ใน 2 ปีแรกมีการเรียกเก็บเพียง 10% ของภาษี แต่ในปัจจุบันรัฐบาลสั่งให้องค์กรปกครองท้องถิ่นจัดเก็บ 100 % สภาวัฒนธรรมจังหวัดแพร่ หอการค้าจังหวัดแพร่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ ในฐานะตัวเทนภาคเอกชนจังหวัดแพร่ และประชาชนชาวแพร่ ได้รับความเดือดร้อนจากการปรับภาษีดังกล่าว
เนื่องจากบริบทในการคิดระบบภาษีนี้ไม่สะท้อนต่อความเป็นจริง ไม่เป็นธรรม แตกต่างกับของเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยของเดิม (ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ 2475 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) คิดภาษีจากรายได้พึ่งประเมินจากรายรับของทรัพย์สินนั้น แต่ปัจจุบัน (ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562) ไม่ได้คิดถึงรายได้ที่ได้รับจากทรัพย์สินนั้น แต่คิดจากมูลค่าทรัพย์สิน ยกตัวอย่างเช่น กิจการห้างสรรพสินค้ากับโรงแรม เดิม : อปท. คิดภาษีจากห้าง โดยคำนวนจากร้านค้าที่ไปเช่าพื้นที่ห้าง : ส่วนโรงแรมคิดจากจำนวนห้องที่มีผู้พักนำมาประเมินภาษี ปัจจุบัน : ประเมินจากมูลค่าที่ดินและอาคารของห้าง ไม่ได้นำรายได้จากการเช่าร้านค้าในห้างมาประเมิน และของโรงแรม ไม่ได้คำนึงถึงจำนวนผู้เข้าพักจริง ซึ่งควรจะสะท้อนถึงความเป็นจริงที่ควรเสียภาษี ผลกระทบ : ห้างฯ เสียภาษีน้อยลงอย่างมาก เพราะไม่ได้นำรายได้จากร้านค้าที่เช่าในห้างมาคำนวน แต่โรงแรม ไม่คำนึงถึงผู้เข้าพักมากหรือน้อย เสียตามราคาทรัพย์สินที่ประเมินได้ไม่สะท้อนความเป็นจริง
หลักคิด ที่ดิน หรืออาคาร ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เช่น สาเหตุที่ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า (แม้ความจริงจะเป็นความหวังดีที่เป็นการกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์) พรบ.นี้ ไม่ได้คำนึงถึงสาเหตุแห่งการไม่นำมาใช้ประโยชน์ เช่น ความสามารถในการลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ จะมีนำเงินที่ไหนมาลงทุน แค่ประคับประคองให้ผ่านพ้นไปแต่ละวันก็จะไม่ไหวอยู่แล้ว ในทางตรงข้าม พรบ. นี้ กลับซ้ำเติมด้วยการเพิ่มอัตราภาษีขึ้นทุก 3 ปี ถ้าเจ้าของทรัพย์ไม่ดำเนินการหาประโยชน์ จะต้องเสียภาษีสูงถึง 0.9 % ของราคาทรัพย์สิน
การยกเว้นภาษีบ้านหลังแรกถึง 50 ล้านบาท ไม่ได้สะท้อนถึงความเป็นจริงในบริบทของผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด การบังคับใช้ทางกฎหมายเข้มงวดและรุนแรง มีทั้งค่าปรับและเงินเพิ่มยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีผู้ค้างชำระภาษี อปท. จะต้องแจ้งไปที่ สำนักงานที่ดิน ห้ามการทำนิติกรรม และคิดค่าปรับ 40 % หลังจากนั้นยังมี เงินเพิ่มอีก 1 % ต่อเดือน หากไม่จ่ายให้ยึดทรัพย์ เพื่อจำหน่ายมาชำระค่าภาษีและในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน ก็เป็นปัญหาที่ช้ำเติมให้กับผู้ประกอบการและชาวบ้านที่ไม่มีรายได้ แต่ต้องมาชำระภาษีทรัพย์สิน ที่มีข้อบกพร่องมากมาย
จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 100 % โดยเร่งดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของ พรบ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเร็ว และให้ประกาศการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราเดิม(10%) ไปก่อนจนกว่าจะมีการแก้ไข พรบ. ให้เกิดความเป็นธรรม
ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวว่า จะทำหนังสือถึงส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำความเดือดร้อนของประชาชนไปพิจารณา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้ทั้งประเทศไม่เฉพาะพื้นที่จังหวัดแพร่ จะได้นำความเดือดร้อนของประชาชนส่งขึ้นไปให้หน่วยเหนือได้พิจารณาต่อไป