เปิดใช้ถนนพระราม2ขาเข้าปกติ

ข่าวทั่วไทย3 ส.ค. 2565 • 13:20 น.
เปิดใช้ถนนพระราม2ขาเข้าปกติ

 

รื้อคานออก เปิดใช้ช่องทางด่วน การจราจรถนนพระราม 2 รถคล่องตัว  ด้านตำรวจเร่งหาหลักฐานสอบพยาน  ตั้งข้อกล่าวหา กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ตามที่เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น.ของวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา คานปูนสะพานกลับรถพร้อมกับขอบปูนราวสะพานกันตก (พาราเพ็ท) บนทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2)  ตอน สะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน –  นาโคก ที่ กม.34 (พื้นที่โครงการปรับปรุงสะพานกลับรถหน้าโรงพยาบาลวิภาราม) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร  หล่นลงมาทับรถยนต์เก๋ง  รถยนต์กระบะ  กับ รถบรรทุกน้ำมัน และมีคนงานของกรมทางหลวงพลัดตกลงมาด้วยอีก 2 คน ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 2 คน คือ คนขับรถยนต์เก๋ง (เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ) กับ คนงานกรมทางหลวง (เสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลสมุทรสาคร) และบาดเจ็บอีก 2 คน โดยการซ่อมบำรุงสะพานแห่งนี้ เป็นความรับผิดชอบของ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) กรมทางหลวง  ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นอกจากจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สิน รวมถึงสร้างความหวาดกลัว หวาดผวาต่อพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนพระราม 2 เป็นอย่างมากแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงถึงการจราจรบนถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ อีกด้วย เพราะเมื่อช่องทางด่วน ขาเข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ กม.ที่ 36 ถึง กม.ที่ 32 ต้องปิดไม่สามารถใช้งานได้ ก็ทำให้การจราจรฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ติดยาวเหยียดเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรโดยเฉพาะในเวลาเร่งด่วนในทุกๆวัน 

แต่ล่าสุดเช้าวันนี้เมื่อเวลาประมาณ 07.45 น. กรมทางหลวงได้เปิดให้ใช้เส้นทางช่องทางด่วนขาเข้ากรุงเทพฯ ได้ตามปกติแล้ว หลังจากที่เมื่อช่วงเย็นวานนี้ นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง พร้อมด้วย นายอภิชาติ จันทรทรัพย์ รองอธิบดีฝ่ายดำเนินงาน  นายพรพรต สุริยนต์ ผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 13 และนายสมบัติ ประภพรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี)  ได้ลงพื้นที่มาดูบริเวณจุดที่เกิดเหตุ พร้อมกับติดตามการเตรียมความพร้อมในการรื้อคานสะพานกลับรถซึ่งเชื่อมอยู่ในแนวเดียวกันกับตัวที่หลุดลงมาที่เหลืออีก 4 ตัวออก ก่อนคืนผิวการจราจรให้ผู้ใช้ทางสัญจรได้เป็นปกติ เพื่ออำนวยสะดวกด้านการจราจร และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน 

ทั้งนี้นายสราวุธ ทรงศิวิไล  อธิบดีกรมทางหลวง และคณะก็ได้เฝ้าติดตามการรื้อคานสะพานกลับรถที่เหลืออีก 4 ตัว ตั้งแต่ต้นจนแล้วเสร็จ โดยทางเจ้าหน้าที่หลังจากที่จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือ และรถเครนเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เริ่มเดินเครื่องทำการรื้อคานสะพานลอยกลับรถ โดยเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 21:00 น. (วันที่ 2 ส.ค.) ซึ่งก็เริ่มจากการสกัดและตัดราวสะพาน หลังจากนั้นจะใช้รถเครนใหญ่ 2 คัน เป็นขนาด 250 ตัน 1 คัน กับ 220 ตัน อีก 1 คัน ยกคานลงมาแบบทีละคู่น้ำหนักโดยรวมราวๆ 30 ตัน ความยาว 15 เมตร แล้วทำการขนย้ายออกจากพื้นที่ก่อสร้าง แล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 03.30 น.ของวันที่ 3 สิงหาคม 2565 เมื่อนำคานลงมาครบทั้ง  4 ตัวแล้ว ทางเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงได้เร่งทำความสะอาดและเก็บสิ่งกีดขวางออกจากบนถนน เพื่อความปลอดภัยก่อนคืนผิวการจราจรให้แก่พี่น้องประชาชนได้ใช้งานตามปกติ ส่วนบนสะพานที่ยกคานออกไปแล้ว รวมถึงกองเศษวัสดุจากการหักหล่นลงมาในวันเกิดเหตุ ก็ได้นำแสลนมาคลุมปิดทับไว้ เพื่อสร้างความรู้สึกความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ขับผ่านไปมา ขณะที่บรรยากาศหลังจากการเปิดใช้ช่องทางด่วนขาเข้ากรุงเทพฯ ได้แล้วนั้น ก็พบว่าถนนพระราม 2 รถสามารถเคลื่อนที่ได้คล่องตัว ไม่มีการจราจรที่ติดขัดอย่างที่ผ่านมา

นายสราวุธ ทรงศิวิไล  อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการกับสะพานตัวนี้นั้นจะต้องรอผลการวิเคราะห์การตรวจสอบสภาพสะพานอย่างชัดเจน จากผู้เชี่ยวชาญในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ว่าโครงสร้างทุกจุดมีความแข็งแรงทนทานมากน้อยเพียงใดเพื่อที่จะพิจารณาว่าจะต้องทำการซ่อมแซมต่อหรือว่าจะทุบทิ้งแล้วทำการก่อสร้างสะพานใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ในด้านการตรวจสอบหาสาเหตุการร่วงลงมา จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เนื่องจากการซ่อมครั้งนี้ทำโดย ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) กรมทางหลวง  ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวที่ได้รับผลกระทบนั้น ทางกรมทางหลวงจะเยียวยาทุกกรณี โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ เจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งก็จะได้รับสวัสดิการและค่าชดเชยตามกฎระเบียบของทางราชการ เพราะเป็นการเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ด้านครอบครัวพี่น้องประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บก็จะได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมที่สุดเช่นกัน

ส่วนความคืบหน้าทางคดีนั้น เมื่อเวลา 10.00น.ของวันที่ 03 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวสอบถามจาก พ.ต.ท.ศุภณัฐ พุ่มน้อย รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ซึ่งก็ได้เปิดเผยความคืบหน้ากรณีดังกล่าว ว่าขณะนี้ได้มอบหมายให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด แต่ยังไม่ได้รับรายงานการสรุปผลกลับมาว่าสาเหตุเกิดจากอะไร อีกทั้งต้องรวบรวมหลักฐานและข้อมูลจากผู้ชำนาญการในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ก็ต้องสอบเจ้าหน้าที่ของกรมทางที่มีส่วนรับผิดชอบงาน และคนงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ โดยขณะนี้ได้มีการสอบปากคำไปทั้งหมดแล้ว 10 กว่าคน ทั้งคนงานและคนบาดเจ็บ รวมทั้งทางตำรวจก็ได้หาพยานหลักฐานอื่นเช่นกล้องวงจรปิดด้วย ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ตามกฎหมายก็จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นลำดับแรกและจะมีใครร่วมด้วยหรือไม่ก็ต้องพิจารณาตามหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งเบื้องต้นได้ตั้งข้อกล่าวหาไว้ว่า “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” แต่ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาใครทั้งสิ้น เพราะยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน หากรวบรวมครบเมื่อไร ก็จะเร่งดำเนินการตามกฎหมายทันที.