ตัวแทนชาวบ้านหนองรีร้องขอความเป็นธรรมไม่ให้รื้อศูนย์เรียนรู้ศิลปะชุมชนด้านเทศบาลยันบุกรุกที่สาธารณะต้องปฏิบัติตามกฏหมาย
ตัวแทนชาวบ้านหนองรี อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ร้องขอความเป็นธรรมไม่ให้รื้อศูนย์เรียนรู้ศิลปะชุมชน หลังเทศบาลแจ้งความตัวแทนชาวบ้านที่เป็นจิตอาสาสอนศิลปะให้เด็ก เยาวชน กล่าวหารุกที่สาธารณะ เจ้าตัวยันทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัวหากจะรื้อไม่ควรเลือกปฏิบัติ ด้านเทศบาลแจงชุมชนไม่ได้ขอใช้ประโยชน์แต่เป็นตัวบุคคลบุกรุกก็ต้องดำเนินการตามหน้าที่และ กม.
วันที่ 20 ส.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ตัวแทนชาวบ้านบ้านหนองรี ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาร้องขอความเป็นธรรม หลังมีหมายบังคับคดีมาปิดไว้ที่ศูนย์เรียนรู้ศิลปะชุมชนหนองรี โดยระบุข้อความว่า “ให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอาคารและป้ายออกไปจากที่ดิน ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ 14388 ที่ดินเลขที่ 1 ระวาง 5538/6218 บ้านหนองรี ม.1 ต.นางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินดังกล่าว”
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ นายรุ่ง ชาวบ้านในชุมชนที่ตกเป็นจำเลยถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่สาธารณะ ให้ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกภายในวันที่ 25 ส.ค.67 ที่จะถึงนี้ ซึ่งตัวแทนชาวบ้านต่างยืนยันว่าศูนย์การเรียนรู้ศิลปะชุมชนหนองรีดังกล่าว ใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม ไม่ได้เป็นของนายรุ่ง ตามที่ถูกกล่าวหา เพียงแต่นายรุ่ง เป็นจิตอาสาที่ช่วยสอนเกี่ยวกับศิลปะให้กับเด็กนักเรียน และเยาวชนเท่านั้น จึงไม่อยากให้มีทำการรื้อถอนศูนย์เรียนรู้ชุมชนแห่งนี้ เพราะมองว่าเป็นประโยชน์กับคนในชุมชน และลูกหลาน
ด้าน นายรุ่ง ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่สาธารณะ บอกว่า ตนเป็นชาวบ้านในชุมชนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับศิลปะอยู่แล้ว มีนักเรียน และเยาวชนอยากเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะก็เข้ามาหาก็เลยอาสาสอนให้ฟรี โดยศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ไม่ได้เกิดจากตนเพียงคนเดียวแต่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ไว้สำหรับเป็นสถานที่เรียนรู้แก่เด็กเยาวชน โดยที่ตนมีความรู้ด้านนี้ก็ทำหน้าที่เป็นจิตอาสาช่วยสอนให้ฟรี ก็ทำมาตลอดเกือบ 20 ปี สิ่งที่ทำก็เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมไม่ใช่ส่วนตัวไม่ได้จะยึดครองเป็นของตนเอง และเพื่อความสบายใจเมื่อปี 2563 ก็ได้ทำหนังสือมอบศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ให้กับชุมชน แต่จู่ๆ มีหมายบังคับคดีให้รื้อถอนศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ก็รู้สึกเสียใจ มองว่าไม่มีความเป็นธรรมและเลือกปฏิบัติเพราะมีศาลาหลังอื่น และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่รุกล้ำที่สาธารณะเหมือนกันทำไมไม่ถูกรื้อ
ขณะที่นายบุญเลี้ยง ทองประภา อดีตประธานชุมชนหนองรี และนางทองหล่อ อายุ 80 ปี ชาวบ้านในชุมชน บอกว่า หากศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะลูกๆ หลานๆ ก็มองว่าไม่ควรจะรื้อถอน หากเป็นไปได้ก็อยากให้หน่วยงานภาครัฐมาส่งเสริมต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสังคมมากกว่าที่รื้อถอนออก ยืนยันว่าศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ไม่ใช่ของนายรุ่ง แต่เป็นของชุมชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่เขาเป็นจิตอาสาที่ช่วยสอนด้านศิลปะให้กับเด็กๆ เท่านั้น ก็อยากฝากให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้พิจารณาด้วย
จากการสอบถามนายมาโนช ตันเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองนางรอง ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าศูนย์การเรียนรู้ชุมชนแห่งนี้ นายรุ่ง ซึ่งเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นคนดำเนินการก่อสร้างสำหรับใช้ประโยชน์ส่วนตัว แล้วพอถูกแจ้งความดำเนินคดีจึงทำเอกสารยกศูนย์เรียนรู้ดังกล่าวให้เป็นของชุมชน ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นเอง โดยอดีตผู้นำชุมชนที่เสียชีวิตไปแล้วและชาวบ้านบางคนที่เซ็นชื่อในเอกสาร ก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าที่ดินบริเวณนั้น นายรุ่ง มีสิทธิ์สามารถส่งมอบหรือยกให้ชุมชนได้ แต่จริงๆ แล้วตามข้อกฎหมาย ประชาชนหรือบุคคลใดไม่มีอำนาจที่จะยกที่ดินสาธารณะประโยชน์ให้กับใคร เพราะไม่ได้มีสิทธิ์ในที่สาธารณะอยู่แล้ว เมื่อมีการร้องเรียนมายังเทศบาลก็ได้ทำการตรวจสอบพบว่ามีการบุกรุกจริง ก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยได้มีการแจ้งความที่ สภ.นางรอง เมื่อปี 2562 จากนั้นอัยการมีคำสั่งฟ้องนายรุ่ง ซึ่งเป็นจำเลยในคดี และศาลจังหวัดนางรอง ได้ตัดสินเมื่อปี 2563 ว่า “จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 (1) และมาตรา 108 ทวิวรรค 2 ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดิน
ภายหลังจากศาลตัดสิน เมื่อปี 2563 ทางเทศบาลก็ได้ส่งหนังสือถึงนายรุ่ง ที่เป็นจำเลย ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาล โดยส่งหนังสือไป 3 – 4 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีการรื้อถอนตามคำสั่งศาล กระทั่งเมื่อเดือน เม.ย.2567 ทางเทศบาลเมืองนางรองจึงได้ทำเรื่องร้องขอให้บังคับคดีออกหมายบังคับคดีตามคำพิพากษาศาล โดยมีกำหนดให้รื้อถอนภายในวันที่ 25 ส.ค.67 แต่หากยังเพิกเฉยไม่ทำการรื้อถอน ก็ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนกระบวนการต่อไป