สาวไทยในอิตาลีถูกหนุ่มอ้างเป็นผจก.จินตหรา ตุ๋นเงินกว่า 6 ล้านโร่ร้องทนายรณณรงค์ให้ช่วย

ข่าวทั่วไทย14 เม.ย. 2564 • 11:26 น.โดย ชิงชัย ชวนสมบูรณ์ศิริ
สาวไทยในอิตาลีถูกหนุ่มอ้างเป็นผจก.จินตหรา  ตุ๋นเงินกว่า 6 ล้านโร่ร้องทนายรณณรงค์ให้ช่วย
วันที่ 14 เม.ย.64 เวลา 14.00 น.ที่สำนักงานทนายความคู่ใจ ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นางสาวจอย นามสมมุติ สาวไทยนักธุรกิจในประเทศอิตาลี เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ให้ช่วยเหลือหลังถูกนายบูม ขอสงวนนามสกุล หลอกหลวงเอาเงินไปกว่า 6,000,000 บาท โดยแอบอ้างว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวของนักร้องดังสาวอีสาน จินตหรา พูนลาภ เจ้าของเพลง "เต่างอย" โดยนางสาวจอย กล่าวว่า รู้จักกับนายบูมผ่าน เอฟซี ของนักข่าวทีวี ช่องหนึ่ง เลยกดติดตามผ่านทางโซเชียล รู้เพียงว่า เป็นผู้จัดการของจินตหรา ซึ่งมีการทักทายกัน โดยอีกฝั่งจะซื้อเสื้อให้ จนผ่านไปประมาณ 10 วัน ทางนายบูม เริ่มขอความช่วยเหลือเรื่องเงิน ตนจึงให้ยืมไป 1,000,000 บาท โดยนายบูมรับปาก ว่า เดือนมกราคมจะคืนเงินให้ไม่ถึงวัน ทักมายืมอีก 5 หมื่น ไม่ถึงอาทิตย์ยืม 2 แสน โดยอ้างถึงนางสาวจินตหรา บอกว่ามีคนเป็นมะเร็ง ตนจึงบอกขอคุยกับจินตหรา แต่นายบูมบอกว่า ยังไม่ตื่น จึงให้ยืมเงินไปอีก เพราะนายบูมบอกว่า ถ้าหากรับจำนองที่ดินไเด้แล้ว จะแบ่งเปอร์เซ็นให้ ต่อมานายบูม ติดต่อมาขออีก 1,800,000 บาท เพื่อจะซิ้อรถ ซึ่งตนเองไม่คิดว่าจะโดนหลอกเพราะมีหน้าตาในสังคม เป็นถึงผจก.นักร้องดัง จึงโอนเงินไป สูญเงินล้านแรกปลายเดือนธันวาคม 2563 เดือนมกราคม 2564 ก่อนคริสมาสต์ โดยนายบูมอ้างว่า ต้องนอนโรงพยาบาลเพราะปวดท้องอยู่หลายวัน ต้องจ่ายค่ารักษา 80,000 บาท จึงโอนให้ไป 3 หมื่นบาท พูดคำหวานทุกวัน จนตายใจเชื่อใจสนิท ให้ยืมทั้งเงิน และซื้อ IPhone 12 ProMax 512 1 เครื่อง เข็มขัด LV 1 เส้น แว่นตา Gucci 2 อัน นาฬิกา G-Shock 1 เรือน และกำลังจะดาวน์รถ ยี่ห้อโตโยต้า Fortuner ป้ายแดงอีก 1 คัน เฉพาะเดือนมกราคม โดนเกือบ 2 ล้านบาท หลังจากนั้นโทรมาอีก บอกว่าเป็นหนี้รายวันๆละ 5 หมื่นกว่าบาทต้องขายบ้านแต่ยังขายไม่ได้ โดยส่งภาพบ้าน และส่งคนซื้อให้ดูว่าขายบ้าน 12 ล้าน จากนั้นบอกว่า บ้านขายยังไม่ได้ แม่จะฆ่าตัวตาย ตนเองจึงโทรหาน้องนักข่าวที่เป็นแฟนเอฟซี และเล่าเรื่องให้ฟัง หลังจากนั้น ตนเองจึงบินมาประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 ซึ่งตนเองไม่เคยไปภาคอีสานอยู่ทางแถบภาคใต้ หลงเชื่อกับการโดนหลอกครั้งนี้ไปกว่าเจ็ดล้านบาท ด้านทนายรณณรงค์ กล่าวว่า คดีนี้มีจำนวนเงินหลายก้อนประมาณ 6 ล้านกว่าบาท ไม่รู้ว่าเป็นค่าอะไรบ้างให้โดยเสน่หาเป็นการยืมหรือเป็นการหลอกลวงเอาเงินไป ต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน แต่มีข้อเท็จจริงคือถูกเอาเงินไปจริงแต่จะได้เงินไปโดยวิธีการชอบหรือไม่ชอบโดยกฎหมายนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ามีความผิดทางอาญาก็จะมีกฎหมายคือการฉ้อโกงเป็นการนำเข้าของข้อมูลเท็จตาม พรบ.คอม ถ้าเป็นเรื่องของคดีแพ่งก็จะเป็นการกู้ยืมเงินถ้าจะบอกว่าให้โดยเสน่หามันก็ต้องมีเหตุมีผลว่าทำไมถึงให้โดยเสน่หา ซึ่งไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกันระยะเวลา 5 เดือนถึง 6 เดือนสูญเสียเงินไป 5-6 ล้านถือว่าเยอะมาก เท่ากับเดือนละ 1 ล้านสมมุติมีคนบอกว่าจะมา จำนองที่แต่คนจำนองไม่มีตัวตนอันนี้ถือว่าเข้ากฎหมายฉ้อโกงแล้ว