เปิดใจ'รศ.ดร.ณฐพงศ์' อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณผู้จุดแสงสว่างทางการศึกษา
ในยุคของการศึกษาซึ่งเป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้คนส่วนใหญ่หลุดพ้นจากความยากลำบาก พ่อแม่เลยมุ่งหวังให้ลูกได้เรียนหนังสือเพื่อได้เลื่อนสถานะทางสังคม ไม่ต้องลำบากอย่างคนรุ่นเก่า
รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ เล่าว่า ตนเกิดและเติบโตในพื้นที่อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล นอกจากจะเป็นพื้นที่ชนบทแล้ว ยังเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐไทย ชีวิตวัยเหมือนเด็กทั่วไป ที่เข้าเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน มีห้องสมุดเป็นคลังความรู้ เข้าบ่อยจนได้รับรางวัลคนเข้าห้องสมุดสูงสุด และยืมหนังสือมากที่สุดของโรงเรียน และมักใช้เวลาว่างส่วนใหญ่อยู่แต่ห้องสมุด ต่อมาได้ไปเรียนต่อที่พัทลุง แต่ถานะทางบ้านไม่ดีเลยต้องไปอาศัยอยู่วัดโคกคีรี ในพื้นที่ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง ด้วยความเป็นเด็กใฝ่รู้ หยิบหนังสือ ในโรงธรรม ทั้งหนังสือธรรมะ วรรณกรรม เรื่องสั้น นวนิยาย จนเจ้าอาวาสเห็นก็เลยเรียกให้ไปอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟังเกือบทุกวัน โดยทางเจ้าอาวาสจะคอยสอนวิธีการอ่าน การสรุปใจความสำคัญจากข่าวที่อ่าน จนสร้างนิสัยรักการอ่านไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ได้สนใจการเรียนมากนัก แม้จะเป็นนักเรียนห้องวิทยาศาสตร์ แต่กลับสนใจด้านสังคมศาสตร์มากกว่า ซึ่งเมื่อก่อนจะเห็นได้ชัดว่าผู้ปกครองจะมีค่านิยมการศึกษาที่ทำให้เชื่อว่าคนเก่งต้องเรียนแพทย์ วิศวะ และความคิดนี้ยังคงถูถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อช่วงปี 2531-2532 มศว.ภาคใต้กำลังจะย้ายวิทยาเขตใหม่มาที่พัทลุง มีการเกณฑ์เด็กนักเรียนให้ไปยืนถือธง เพื่อจะบอกว่าคนพัทลุงต้องการมหาวิทยาลัย รศ.ดร.ณฐพงศ์ ฯ ก็เป็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ไปยืนโบกธงอยู่หน้าโรงเรียน หลังจากเรียนจบปริญญาตรี รศ.ดร.ณฐพงศ์ ฯ ได้ค้นหาที่ทางของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จนกระทั่งวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2542 วันแรกของการทำงานในบทบาทอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ เรื่อยมาจนปัจจุบันในฐานะอาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน ตนรู้สึกสนุกและมีความสุขกับการสอน เขาพาเด็กๆ ไปลงพื้นที่ในชุมชน คลุกคลีกับชาวบ้านมาอ่างต่อเนื่อง จากอาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน สู่คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
รศ.ดร.ณฐพงศ์ ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมภูมิใจที่ได้สร้างทิศทางการจัดการเรียนรู้ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นำไปสู่การรู้จักและทำความเข้าใจมนุษย์และสังคมได้มากขึ้น ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ และทำให้พวกเขาเหล่านั้นไปแสดงบทบาททางสังคมได้ในแบบที่ควรจะเป็น และรู้ว่าเราควรจะมีบทบาทอย่างไรในฐานะตำแหน่งแห่งที่ที่เรายืนอยู่มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คือ ความหลากหลาย ผมพยายามพูดถึงเรื่องความหลากหลาย
สู่ความเป็นหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าทำให้คนเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรให้คนเห็นเส้นขอบฟ้าเดียวกัน ถ้าเราเห็นเส้นขอบฟ้าเดียวกัน คุณจะเดินไปสู่เส้นทางนั้นในแบบไหน ภาษาไทยก็เดินในมุมภาษา พัฒนาชุมชนก็เดินในมิติของการสร้างนักพัฒนาสังคม แต่คุณต้องเห็นเส้นขอบฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าการที่จะทำให้คนเห็นเส้นขอบฟ้าเดียวกันต้องอาศัยเวลา”
ดังนั้นมหาวิทยาลัย นับเป็นพื้นที่แห่งการบ่มเพาะและหล่อหลอมนิสิตนักศึกษา หลายคนได้มิตรภาพ น้ำตา ความเจ็บปวด การลองผิดลองถูก กล้าใช้ชีวิตในทางที่ตัวเองเลือก น่าคิดว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่แห่งการได้เรียนและรู้จริง ๆ และยิ่งได้มาทำหน้าที่อยู่ในตำแหน่งบริหารสามารถทำในสิ่งที่คิดฝันได้มากขึ้น เพื่อสร้างสังคมมากขึ้น สร้างเมล็ดพันธุ์คนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัย สร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ รวมไปถึงหาวิธีการเรียนรู้ที่จะทำให้เด็กได้รู้จักคิด วิเคราะห์ เป็นพลเมืองไทย พลเมืองโลกได้อย่างมีคุณภาพ
"ผมจะทำให้มหาวิทยาลัยทักษิณเป็นส่วนหนึ่งและเป็นลมหายใจหนึ่งในสังคม ในความหมายที่ว่า ‘มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม’ หน้าที่ของเราคือสร้างองค์ความรู้ เราต้องสร้างองค์ความรู้เพื่อเป็นแสงสว่างให้กับสังคม ในขณะเดียวกัน เราต้องเอาเรื่องราวของสังคมที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น ไปสู่การรับรู้ของผู้คนที่ไกลออกไป ทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล"รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าว