มหาวิทยาลัยชื่อดังเดินหน้าวิจัยลิ้นจี่แม่กลอง หลังได้รับผลกระทบจากอากาศที่ร้อนขึ้น
วช. ช่วยเกษตรกรแก้ไขปัญหาลิ้นจี่ไม่ออกดอกใน จ.สมุทรสงคราม พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชนตำบลแควอ้อม” ชูเป็นต้นแบบรวบรวมองค์ความรู้ด้านลิ้นจี่จากเครือข่ายวิจัย ภาครัฐและปราชญ์ชุมชนแบบครบวงจร ช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่แบบยั่งยืน
วันที่ 7 เมษายน 2566 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม เป็นลิ้นจี่พันธุ์ที่ได้รับนิยมอย่างมากในจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรประสบปัญหาลิ้นจี่ไม่ติดผลอย่างต่อเนื่องทำให้ขาดรายได้ และบางรายตัดโค่นลิ้นจี่เปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นทดแทน เช่น ส้มโอ และมะพร้าวน้ำหอม
โดยในปี 2559 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับโครงการ “การแก้ปัญหาการไม่ออกดอกติดผลในลิ้นจี่พันธุ์ค่อม และการขยายผลในการสร้างเครือข่ายกลุ่มลิ้นจี่ในจังหวัดสมุทรสงคราม” ซึ่งมี รศ.ดร.คณพล จุฑามณีจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหา วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เป็นหัวหน้าทีมวิจัย เพื่อเข้าไปรวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหา และสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชนตำบลแควอ้อม” อัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมความรู้เรื่องลิ้นจี่ที่ครบวงจร รวมทั้งมีการพัฒนาเป็นแหล่งที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นแบบในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมใช้มาตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ในโอกาสต่อไป
ด้าน รศ.ดร.คณพล จุฑามณี หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม เป็นพืชสำคัญและได้ตราสัญลักษณ์ GI ของจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้ลิ้นจี่เริ่มไม่มีการติดผลตั้งแต่ปี 2556 ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก กลุ่มเกษตรกรตำบลแควอ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม จึงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐหรือสถาบันการศึกษาเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และได้นำเสนอปัญหาดังกล่าวแก่เครือข่ายวิจัยภูมิภาคภาคกลาง ซึ่งต่อมาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก วช. ทำให้มีนักวิชาการจากหลายหน่วยงานลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อร่วมกันศึกษา วิจัย เพื่อแก้ปัญหาการออกดอกและการทำปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงว่า
สำหรับ ปัญหาลิ้นจี่ไม่ออกดอกหรือออกดอกน้อย เป็นเพราะอุณหภูมิในเขตภาคกลางที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส มีไม่เพียงพอ หรือมีน้อยวัน ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการทดแทนสภาพอุณหภูมิต่ำเพื่อกระตุ้นการออกดอกของลิ้นจี่ ขณะที่ปัญหาลิ้นจี่ไม่ติดผล เกิดจากดอกลิ้นจี่ไม่มีเกสรเพศผู้ จึงไม่เกิดการผสมเกสร ทำให้ต้องหาวิธีการเพิ่มการติดผลของลิ้นจี่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรในตำบลแควอ้อม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกลิ้นจี่นั้นมีองค์ความรู้เรื่องลิ้นจี่ที่ได้จากปราชญ์ชุมชน รวมถึงการสนับสนุนของหน่วยงานราชการ และงานวิจัยต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วในการแก้ไขปัญหา เช่น การศึกษาวิธีการกระตุ้นการออกดอกจากพืชชนิดอื่น ๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ปัญหาลิ้นจี่ออกดอกน้อย ส่วนปัญหาการไม่ติดผลของลิ้นจี่
โดยมีการศึกษาวิธีการแก้ปัญหาจากการวิจัยในต่างประเทศ เช่น การผสมเกสรโดยใช้เรณูของลิ้นจี่ต่างพันธุ์ โดยทดลองใช้ละอองเรณูจากลิ้นจี่พันธุ์ไทย และพันธุ์จีน ทำให้ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสามารถติดผลได้ และการพ่นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในช่วงลิ้นจี่ออกดอก รวมทั้งมีองค์ความรู้จากปราชญ์ชุมชน เช่น การเลี้ยงผึ้งเพื่อช่วยผสมเกสร
ส่วน นายชัยยันต์ อยู่ศิริ ประธานสภาเกษตรจังหวัดสมุทรสงครามที่เป็นปราชญ์ ท้องถิ่น กล่าวว่า ดั่งเดิมลิ้นจี่ เป็นผลไม้มาจากเมืองจีน มากับเรือสำเภาจีนที่มาทำการค้าขายกับประเทศไทย มีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งนำลิ้นจี่ สายพันธุ์เตี้ยค่อม จึงเรียกลิ้นจี่พันธุ์ค่อม และเมียของชาวจีนคนนั้นชื่อ ลำเจียก จึงเรียกชื่อสายพันธุ์ค่อมลำเจียก เพราะเป็นลิ้นจี่ ที่มีลำต้นเตี้ย ถ้าเป็นภาษาพื้นบ้านไทย เรียกว่า ค่อม จึงเป็นที่มาของลิ้นจี่ ค่อมลำเจียก ส่วนสายพันธุ์อื่นๆ เป็นพันธุ์ไทยดั่งเดิม จึงตั้งชื่อตามอัตลักษณ์ ของพื้นที่ เช่นพันธุ์ไทย และพันธุ์กะโหลก
อีกทั้งยังมีอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ เดินทางมาจากประเทศจีน มากับเรือสำเภาดังที่กล่าวไว้ คือพันธุ์สำเภาแก้ว สำเภาทอง ที่นำเอาอัตลักษณ์ ของลิ้นจี่ที่มากับเรือสำเภาจีน เป็นชื่อลิ้นจี่ แต่ลิ้นจี่สายพันธุ์นี้ ลูกไม่ดก 1 กิ่งจะติดลูกประมาณ 2-3 ลูก แต่ลูกใหญ่ เกือบเท่าผลส้มเขียวหวาน รสชาติดีมาก แต่มีราคาแพง ราคาตกผลละ 10-15 บาท และเป็นลิ้นจี่ที่หายากมาก ในแม่กลองนี้ มีอยู่ไม่ถึง 100 ต้น
ด้วยเหตุที่ ลิ้นจี่ เป็นพืชเมืองหนาว อากาศหนาว หนาวจัด ต่ำกว่า 20 องศา สัก 15 วัน จะเป็นประโยชน์ของลิ้นจี่ อย่างมากในการ ออกดอกออกผล ในภาคเหนือของไทย เมื่อครั้งยังเป็นเขต อากาศหนาว เกือบทั้งปี ลิ้นจี่ ทางภาคเหนือจึงให้ผลผลิตอย่างมาก แต่ลิ้นจี ทางภาคเหนือ ลูกใหญ่ แต่น้ำเยอะมาก เนื้อไม่แห้งล่อน แกะออกมา น้ำไหลจ๊อก ออกมาทันที ถ้าลิ้นจี่ ทางสมุทรสงคราม ชนะเชียงใหม่ แต่ถ้าเป็นลำไย เราแพ้เขา ลำไยทางเหนือเนื้อดี แห้งล่อน เหมือนลิ้นจี่ พันธุ์ค่อม ของสมุทรสงคราม
ซึ่งสิ่งที่ผิดสังเกต คือลิ้นจี่ ในสมุทรสงคราม มาระยะหลังนี้ จะให้ผลผลิตดีบางพื้นที่ เช่นผลผลิตในปี 2564-2566 ลิ้นจี่จะติดดอกออกผล ในพื้นที่ ฝั่งตะวันตก เช่นในเขตตำบลโรงหีบ บางยี่รงค์ บางสะแก บ้านปราโมทย์ เหมืองใหม่ แควอ้อม บางแค บางนางลี่ จะติดดอกออกผลดีมาก ที่ผิดสังเกตคือ บางต้น ติดดอกออกผล ซีกต้นเดียว อีกซีกหนึ่งไม่ติดดอกออกผล ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก แต่หลายคนเชื่อว่า เป็นเพราะสภาพอากาศ
ขณะที่ ส่วนลิ้นจี่ ทางฝั่งตะวันออก เช่นตำบล บางพรม กระดังงา บางช้าง บางกระบือ จอมปลวก ยายแพง บางคนที และบางนกแขวก ลิ้นจี่ติดดอกออกผลน้อยมาก ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ เป็นเช่นนี้มาหลายรอบปีแล้ว ซึ่งจากการสันนิษฐาน น่าจะมาจากสภาพอากาศ ซึ่ง ในขณะนี้ ประเทศไทยกำลังตื่นตัวกับสภาพอากาศ คือฝุ่น มรณะ สมุทรสงคราม ก็โดนฝุ่นมรณะเล่นงาน เป็นฝุ่นมรณะมาจากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ราชบุรี จึงอยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการวิจัยเกี่ยวกับฝุ่นมรณะดังกล่าวว่า เกิดจากธรรมชาติหรือผิดธรรมชาติ ชาวสมุทรสงคราม อยากทราบความจริง