สาวใหญ่หอบเอกสารร้องสื่อหลังไม่ได้เงินจากจำเลยตามที่ศาลตัดสิน

ข่าวทั่วไทย29 มิ.ย. 2565 • 11:42 น.
สาวใหญ่หอบเอกสารร้องสื่อหลังไม่ได้เงินจากจำเลยตามที่ศาลตัดสิน

วันที่ 29 มิถุนายน 2565 ที่สมาคมนักข่าวปทุมธานี นางอำพร โยปัญญา อายุ 66 ปี อาชีพแม่บ้าน ที่อยู่ตามบัตรประชาชน เลขที่ 139 ม.3 ต.ร่มเย็น อ.เชียงคำ จ.พะเยา ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 36/5 ม.6 ต.คูคต .อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี  ได้เข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าว กรณีครูสาวโรงเรียนแห่งหนึ่ง จ.ยโสธร ไม่ยอมชดใช้หนี้ 250,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดยโสธร ลงวันที่ 21 มกราคม 2564

โดย นางอำพร กล่าวว่า ตนเองกับอดีตสามีที่อาชีพขับรถแท็กซี่รับจ้าง อยู่กินฉันสามีภรรยา ตั้งแต่ปี 2550 โดยอดีตสามีมีบุตรที่เกิดจากภรรยาเก่า คือ ครูสาวของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ยโสธร ต่อมา

อดีตสามีได้ซื้อรถยนต์แท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า เลขทะเบียน มฏ-2062 กรุงเทพมหานคร จากเพื่อนจำนวนเงิน  350,000 บาท  วางมัดจำ 4,000 บาท  ซึ่งตนเองได้ตกลงร่วมชำระ 40,000 บาท ส่วนอดีตสามี ชำระ 60,000 บาท และได้กู้เงินของตนเอง อีก 250,000 บาท เพื่อชำระส่วนที่เหลือ  ต่อมาอดีตสามีถึงแก่ความตาย ครูสาวได้ยึดถือครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวไว้เรื่อยมา  

ทั้งนี้ ตนเองได้ทวงถามให้ครูสาว  คืนรถให้แก่ตนเพื่อนำไปขายแบ่งตามส่วนให้กับตนตามที่อดีตสามีกู้ไป  แต่ครูสาวกลับเพิกเฉย จึงได้มีการฟ้องร้องกันตามเอกสารหลักฐานพยาน ระหว่างตนเองโจทก์ กับครูสาวซึ่งเป็นจำเลย  คดีหมายเลขดำที่ ม53/2563  คดีหมายเลขแดงที่ ม4/2564  โดยศาลจังหวัดยโสธร ได้พิพากษาให้จำเลย ชำระเงินแก่โจทก์ 250,000 บาท   และออกหนังสือสำคัญฉบับนี้ให้ไว้เพื่อแสดงว่า  คดีหมายเลขดำที่ ม53/2563  คดีหมายเลขแดงที่ ม4/2564   ระหว่าง นางอำพร โยปัญญา โจทก์ ครูสาวที่เป็นจำเลย เรื่องกรรมสิทธิ์ รวมยืม โดยศาลจังหวัดยโสธรได้อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564  ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์  และบัดนี้พ้นกำหนดระยะเวลายืนอุทธรณ์แล้ว คดีถึงที่สุดแล้ว จึงออกหนังสือสำคัญฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน  ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2564  จากเอกสารทั้งหมดนี้ตนมองว่า ครูสาวจงใจขัดคำสั่งศาลชัดเจน  ตนเองจึงได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ไว้เป็นหลักฐาน

นางอำพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าหลังจากที่ศาลพิพากษาแล้วก็ยังไม่ได้เงินคืนซึ่งก็ทุกข์ทรมานใจมาตลอดเพราะไม่มีเงินเลย ปรึกษาทนายที่เคยว่าความให้ก็บอกว่าเงินแค่นี้ถ้าไม่ได้ก็ให้ทำบุญไป ถ้าเราไปแจ้งความก็จะโดนข้อหาหมิ่นประมาท  ตนเองก็ไม่ทราบว่าไปหมิ่นประมาทเขาตรงไหน จึงตัดสินใจให้สื่อช่วยแจ้งสังคมให้รับทราบว่าคำพิพากษาของศาลนั้นเป็นการหมิ่นประมาทอะไรของกระบวนการยุติธรรม