เลี้ยงชันโรง ช่วยผสมเกสร ทำผลผลิตเพิ่ม 2 เท่า    

ข่าวทั่วไทย11 ก.ย. 2566 • 13:12 น.โดย ดุสิต ลิมปวัฒนากร
เลี้ยงชันโรง ช่วยผสมเกสร ทำผลผลิตเพิ่ม 2 เท่า    

วันที่ 11 ก.ย.66 ที่ศูนย์เรียนรู้ภูต้นน้ำบ้านคา 789 ตั้งอยู่บริเวณหมู่ 13 ต.บ้านคา  อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ศูนย์แห่งนี้มีการรวมกลุ่มเลี้ยงชันโรงกว่า 70 หลังคาเรือน  ทำให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว  ยังมีพื้นที่ใกล้บ้านปลูกพืชผักทางการเกษตร ผลไม้พื้นถิ่น เกิดความยั่งยืนในอาชีพที่ริเริ่มก่อเกิดมาจากการสร้างฝายมีชีวิต ในการช่วยกักเก็บและชะลอน้ำ ส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืน  ทำให้ทางคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง มองเห็นจุดเด่นของพื้นที่ จึงได้จัดโครงการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนเอง และการจัดการตนเอง ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายชุมชน จัดกิจกรรมเปิดบ้าน “ 789 วิถีความพอเพียง สู่การพึ่งพาตนเอง ” ขึ้น บริเวณศูนย์เรียนรู้ภูต้นน้ำ บ้านห้วยน้ำขาว  789 โดยมีอาจารย์ ดร.ธนภูมิ ชาติดี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปรียาพร ทองผุด อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นายนพรัตน์ ธนะชัยศรี นายก อบต.บ้านคา  และชาวบ้าน นักเรียนร่วมกิจกรรม มีการนำผลผลิตทางการเกษตร พืชผัก  น้ำหมักชีวภาพผลิตจากสับประรด มันญี่ปุ่น น้ำพริก และน้ำผึ้งชันโรงที่ได้จากกลุ่มชาวบ้านมาวางจำหน่ายมีราคาตั้งแต่ขวดละ 100 -1,500 บาท โดยน้ำผึ้งชันโรงจะมีสรรพคุณทางยา มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำมีราคาแพง เป็นที่ต้องการของผู้รักสุขภาพ

นางสาว เนตรชนก คงนาค หัวหน้าวิสาหกิจชุมชน กลุ่มหมู่บ้านห้วยน้ำขาว 789  กล่าวว่า การเลี้ยงชันโรงจะมีการเลี้ยงแบ่งเป็นกลุ่ม ไม่ได้เลี้ยงที่ศูนย์นี้แห่งเดียว จะมีการกระจายการเลี้ยงไปทั้งหมู่บ้านอยู่ประมาณ 70 หลังคาเรือน  เฉลี่ยครัวเรือนละ 3 รัง  รวม 277 กล่องเลี้ยง โดยจะให้ผสมเกสรตามสวนผลไม้ แต่สวนผลไม้ที่นี่ค่อนข้างน้อย มีเกสรจากดอกไม้และพืชไร่  พืชที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น หญ้าดอกขาว หญ้าดอกม่วง ทำให้ได้น้ำหวานเยอะจากหญ้าหลายชนิด  ยังมีต้นมะตูแขกที่ให้น้ำหวานมาก  จึงได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกต้นมะตูมแขก เพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำหวานให้มากขึ้น นอกจากมีต้นไม้อื่น ๆ แล้ว ยังมีต้นมะขามจากช่วงปีที่ผ่านมาที่ไม่ได้เลี้ยงชันโรง ขายมะขามได้ปีละ 4,000 บาท แต่พอหันมาเลี้ยงชันโรงช่วยผสมเกสร ทำให้ผลผลิตเพิ่มถึง 8,000 บาท  ถือเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของการเลี้ยงที่ได้ผลจริง  สามารถเลี้ยงได้ทุกกลุ่มอายุ และทุกอาชีพ

นายฉัตรชัย ธนิกกุล  ประธานศูนย์เรียนรู้ภูต้นน้ำบ้านคา 789  กล่าวว่า ที่ศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ของชุมชนมีที่การแก้ปัญหาการทำฝายมีชีวิต เรื่องกลุ่มอาชีพการเลี้ยงชันโรงสร้างรายได้เสริมแก่ชาวบ้าน  ชุมชนได้ลุกขึ้นมาแก้ปัญหา เพราะที่นี่เคยมีปัญหาแห้งแล้ง มีน้ำน้อยที่สุดในตำบล แต่ปัจจุบันสามารถปลูกไม้ผล มันเทศญี่ปุ่น ปลูกผักต่างๆเป็นรายได้เสริมได้แล้ว เพราะมีการอนุรักษ์น้ำโดยฝายมีชีวิตจะเป็นเรื่องการจัดการน้ำด้านอาชีพสำหรับผู้ชาย  การทำฝายทุกครั้งจะมีผู้หญิงมาช่วยทำกับข้าว เลี้ยงคนทำฝาย ทางแม่บ้านจึงมีแนวคิดหาอาชีพเสริมด้วยการทำน้ำพริก ทำพริกแกง  และมาต่อยอดเรื่องการเลี้ยงชันโรง โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงได้มาส่งเสริมการเลี้ยงชันโรง การตั้งกลุ่ม และต่อยอดมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขายอยู่ในชุมชน และขายตามออเดอร์  สำหรับการเลี้ยงชันโรงมีสมาชิกเกือบ 100 ราย  และยังมีสมาชิกต่างหมู่บ้านเข้ามาเป็นเครือข่ายเพิ่ม ที่ศูนย์จะมีหน้าที่คัดแยกและรวบรวม รับซื้อน้ำผึ้งชันโรง  ส่วนเรื่องสรรพคุณน้ำผึ้งชันโรงมีผลวิจัยของมหาวิทยาลัยหลายแห่งและทางสมาคมน้ำผึ้ง พบว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากมีต้นไม้ วัชพืชที่หลากหลายทำให้น้ำผึ้งชันโรงมีคุณภาพสูงกว่าที่อื่นเทียบเท่าอันดับต้น ๆ ของโลกด้วย 

อาจารย์ ดร.ธนภูมิ ชาติดี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้เข้ามาต่อยอดเนื่องจากพื้นที่เดิมมีสภาพแห้งแล้ง ชาวบ้านยังขาดปัจจัยอีกหลายอย่าง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งพบว่าทุนทางสังคมทุนของพื้นที่พอจะพัฒนาได้ จึงหันมาเรื่องการเลี้ยงชันโรง เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านดั้งเดิมที่จะช่วยขยายสู่ชาวบ้านในชุมชนให้เกิดการเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่ศูนย์นี้เป็นศูนย์ต้นแบบ หลังจากเกิดเป็นรูปธรรมแล้ว พบว่าชาวบ้านลดรายจ่ายลง เพิ่มรายได้จากการเลี้ยงชันโรงรวมถึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ประกอบควบคู่ไปกับการพัฒนา  อนาคตจะนำการเลี้ยงชันโรงรวมถึงผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และศูนย์เรียนรู้กระจายไปยังโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานการต่อยอดขยายองค์ความรู้ไปทุกพื้นที่ไม่ให้สูญหาย และให้เกิดความยั่งยืนต่อไป