มรภ.เพชรบุรี จับมือกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อที่สร้างสรรค์และปลอดภัย หวังเป็นต้นแบบสร้างสังคม “รู้เท่าทันสื่อ”

ข่าวทั่วไทย13 เม.ย. 2565 • 13:32 น.
มรภ.เพชรบุรี จับมือกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยฯ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อที่สร้างสรรค์และปลอดภัย หวังเป็นต้นแบบสร้างสังคม “รู้เท่าทันสื่อ”
จากแนวคิดการสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดี ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และสอดคล้องกับบริบทของชุมชนและสังคม โดยการร่วมมือกันระหว่าง “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” กับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษา “มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี” ต่อยอดสู่การออกแบบและพัฒนาหลักสูตร “สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อที่สร้างสรรค์และปลอดภัย” หวังเป็นต้นแบบสร้างสังคมรู้เท่าทันสื่อ ภายใต้โครงการ “พัฒนาความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นหลักสูตร “ต้นแบบ” หรือหลักสูตร “นำร่อง” โดยมุ่งหวังนำหลักสูตรที่ทดลองกับนักศึกษาในสถาบัน พัฒนาเป็นหลักสูตรที่เหมาะสมสู่ชุมชนและสังคมอื่นต่อไป โดยมีเป้าหมายให้เกิดระบบนิเวศสื่อที่ดีในอนาคต   ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงการพัฒนาหลักสูตรสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัย รวมถึงการรู้เท่าทันสื่อในโครงการนำร่องครั้งนี้ว่า “เป็นความพยายามของทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่จะแสวงหาความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย สถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา สิ่งแรกที่เราจะทำคือ การพัฒนาหลักสูตรในเรื่องของสื่อสร้างสรรค์และรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป โดยเราต้องการที่จะทำหลักสูตรในเชิงพื้นที่ด้วย เพราะแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำร่องการพัฒนาหลักสูตร, การออกแบบหลักสูตร และการจัดอบรมหลักสูตร ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน ซึ่งเมื่อได้หลักสูตรที่เหมาะสมมาแล้ว เราก็จะนำไปพัฒนาเป็นหลักสูตรที่จะใช้กับพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ซึ่งในอนาคต กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็ต้องการให้มีหลักสูตร เช่น หลักสูตรการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในระดับต่าง ๆ รวมถึงมีหลักสูตรในการรับมือกับข้อมูลข่าวสาร หรือหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อในระดับต่าง ๆ เพราะฉะนั้น โครงการนี้ก็เป็นการริเริ่มที่จะทำเป็นโครงการต้นแบบ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมต่อไป” อาจารย์ ดร.เมธาวิน สาระยาน ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการ MOU ร่วมกับกองทุนสื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ถึงประโยชน์ที่นักศึกษาจะได้รับ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทั้ง 3 คณะและทางสถาบันในการเข้าร่วมบูรณาการในครั้งนี้ และลักษณะของหลักสูตรที่ออกแบบกับบริบทของทางมหาวิทยาลัยและชุมชนว่า “สิ่งที่ทางมหาวิทยาลัยมองในเรื่องของการสร้างความร่วมมือทางวิชาการ จริง ๆ ในมหาวิทยาลัยเองก็มีการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงาน องค์กรณ์ต่าง ๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งการ MOU หรือการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับทางกองทุนสื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือ ที่จะทำให้มหาวิทยาลัยได้ประโยชน์ในส่วนของการพัฒนาตัวนักศึกษาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ของคณะที่เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งนอกจากมหาวิทยาลัยจะใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตัวนักศึกษาแล้ว ยังส่งผลให้มหาวิทยาลัยพัฒนาตัวหลักสูตรที่ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ด้วย ที่สำคัญคือ ในส่วนของคนที่มาสร้างความร่วมมือกับเรา ในส่วนคณะที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ ในหลักสูตร นาฏศิลป์ หรือหลักสูตรสังคมศึกษา หลักสูตรนิเทศศาสตร์ และหลักสูตรพัฒนาชุมชน ดังนั้นในส่วนของหลักสูตรต่าง ๆ ก็ได้ขับเคลื่อนหรือสร้างองค์ความรู้ร่วมกันภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับกองทุพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” “ส่วนหัวใจสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้ เนื่องจากเราจัดกิจกรรมหรือการพัฒนาหลักสูตรอยู่บนการสร้างความร่วมมือหรือการบูรณาการศาสตร์ในแต่ละคณะในของมหาวิทยาลัย ดังนั้นหัวใจสำคัญที่สุดคือ การที่ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ข้ามศาสตร์ อย่างศาสตร์ของพัฒนาชุมชนก็ได้เรียนรู้เรื่องศาสตร์ทางด้านนิเทศศาสตร์หรือศาสตร์ทางด้านการผลิตสื่อ การสื่อสาร และที่สำคัญที่สุดคือ เราพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้นักศึกษาได้ปฏิบัติการจริง อยู่บนพื้นฐานหรืออยู่บน area หรืออยู่บนสถานที่ของจังหวัดเพชรบุรี ทำให้เขาได้เห็นถึงประเด็น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเชิงสังคม ประเด็นเชิงภูมิปัญญาจริงของจังหวัดเพชรบุรี แล้วเขาสามารถที่จะหยิบประเด็นเหล่านั้นมาถ่ายทอดผ่านสื่อมวลชนได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญในตัวของหลักสูตรเรายังมุ่งเน้นเรื่องของหัวใจของการผลิตสื่อ คือความถูกต้องของเนื้อหาที่ถ่ายทอด โดยเฉพาะเนื้อหาของภูมิปัญญาที่นับวันจะมีความบิดเบือนหรือผิดเพี้ยนไป ดังนั้น ตรงนี้จะเป็นกระบวนการฝึกให้นักศึกษากลับไปสู่การหาข้อมูลจากต้นทางหรือข้อมูลที่เป็นจริง แล้วก็มาตรวจสอบข้อมูลจากผู้รู้ หรือจากฝั่งชุมชนที่แท้จริงก่อนที่จะไปผลิตสื่อและเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ต่อไป” อาจารย์จิณห์จุฑา สุวรรณ์คัมภีระ สาขาวิชานาฎศิลป์สื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี กล่าวถึงประโยชน์ที่จะเกิดจากการบูรณาการเนื้อหาหลักสูตรรู้เท่าทันสื่อ ทั้งในส่วนที่ผสมผสานเข้ากับทางสาขาที่วิชาที่สอน ประโยชน์ต่อนักศึกษา และต่อคณะ รวมถึงภาพกว้างในการนำหลักสูตรไปใช้เพื่อพัฒนาชุมชนในการรู้เท่าทันสื่อต่อไปว่า “ถ้าพูดถึงตัวสื่อก็จะมองไปที่เรื่องกิจกรรมเวลาที่นักศึกษาได้ไปทัศนศึกษาหรือไปทำกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะพื้นที่ ๆ เป็นชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี โดยส่วนใหญ่แล้วเวลาออกไปนักศึกษาจะมีรับสาร แต่ว่าในเรื่องของการ action อาจจะเป็นเรื่องของการรายงานหรือการเขียนเป็นคำตอบ ในครั้งนี้สื่อมีผลในเรื่องของการที่นักศึกษาที่มีการแบ่งกลุ่มจัดกิจกรรมแล้วก็มีการสกัดองค์ความรู้ออกมาเป็นคำตอบที่เป็นในเชิงสุนทรียะ หรือแม้แต่การใส่เพลง หรือการเขียนเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยสกัดออกมาหนึ่งนาที ซึ่งพวกเขาก็ได้ทำงานแบบกลุ่ม แล้วก็ได้เข้าหมวดองค์ความรู้ที่ตัวเขาเองได้นำเสนอด้วย ในส่วนนักศึกษาจะมีการนำสื่อไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในวิชานาฎศิลป์นั้น หลังการสกัดองค์ความรู้ออกมาแล้ว เขาก็จะมีตัวที่เป็นฐานวัตถุดิบเรื่องของภูมิปัญญา” “ยกตัวอย่างเรื่องของท่ารำ ในวิถีที่เป็นประเพณีหรือวัฒนธรรม เคสนี้ก็คือลาวโซ่ง เขาจะสามารถสื่อสารแล้วก็เห็นภาพจากเทคนิคในเรื่องของการที่เขาได้มองตัวเองอยู่ในเฟรม หรือจากการที่มองตัวเองอยู่บนเวที ดังนั้นนักศึกษาก็จะเข้าใจแล้วก็เรียนรู้การใช้พื้นที่ของเวที แล้วก็พื้นที่ของการแสดงได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ส่วนตัวหลักสูตรที่เราดำเนินการกับ 3 อาจารย์มองในมุมมองที่หลากหลาย นาฎศิลป์ ดนตรี ศิลปะ จะเป็นเรื่องของศิลปกรรม การสะท้อนออกมาในเชิงของงานศิลปะก็จะเป็นในเรื่องของการสร้างสรรค์ ที่นี้สิ่งที่นักศึกษาได้มาทำงานร่วมกับสาขาพัฒนาชุมชน สังคม นิติศาสตร์ เขาก็จะได้แลกเปลี่ยนความคิดทั้งในเชิงของชุดความคิดที่เป็นฟังก์ชั่นบทบาทหน้าที่ของทางสังคม ในเรื่องของชุดกฎหมายและสิขสิทธิ์จากเพื่อน ๆ นิติศาสตร์ แล้วก็ในเรื่องของพัฒนาชุมชนก็จะเห็นชัดในเรื่องของจิตอาสา การที่เขาได้เห็นเพื่อนวัยเดียวกันในมุมมองที่หลากหลาย เขาก็จะสามารถที่จะพัฒนาตนเองแล้วก็คิดว่ามันเป็นสหวิทยาการ นักศึกษาสามารถที่จะเข้าใจองค์ความรู้ที่มันไม่ตายตัว สามารถที่จะยืดหยุ่นแล้วก็พัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกับผู้คนได้ดีมาก ๆ” นายปรเมท มิ่งแม้น นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี ตัวแทนนักศึกษาที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมหลักสูตรเท่าทันสื่อครั้งนี้เล่าว่า "การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ก็รู้สึกดีใจและประทับใจมาก เพราะทำให้ได้รู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์ลาวโซ่ง แต่เราจะเรียกเขา ไทยทรงดำ หรือ ไทดำ มากขึ้น เพราะปกติไม่ค่อยรู้ เวลามีคนมาพูดถึงก็รู้แค่ว่าเขาเป็นไทยทรงดำ แต่พอได้เข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ได้รู้อะไรเยอะมาก ทั้งที่มาของชื่อ การแต่งกาย เอกลักษณ์ และอีกมากมาย หรืออย่างที่เรามาลงพื้นที่ทำสื่อให้กับคุณแม่ถนอม ในครั้งนี้ ผมทำเกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตของชาวไทยทรงดำ ถ้าข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และส่งให้ครูถนอม มันก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะได้ช่วยอธิบายว่าชาวไทยทรงดำนั้น หากพวกเขาเสียชีวิตจะแตกต่างจากการเสียชีวิตของชาวไทยปกติอย่างไร” “ซึ่งหลักสูตรที่เราได้เรียนจากการอบรมครั้งนี้ มีประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เป็นการนำความรู้ที่ได้มาไปประมวลผลแล้วนำไปเสนอเกี่ยวกับการสร้างสื่อ เช่น เมื่อผมอ่านกฎหมายมา ก็จะคิดว่าจะนำเสนอเรื่องกฎหมายนี้อย่างไรให้ผู้ที่เราอยากให้เขาเข้าใจ ได้เข้าใจง่าย ผมก็ปรับภาษากฎหมายนั้นให้เป็นภาษาพูดทั่วไป แล้วก็นำเสนอให้พวกเขาเข้าใจในรูปแบบต่าง ๆ ผมคิดว่าสื่อที่ดีคือสื่อที่ถูกต้อง ชัดเจน และมันจะมีประโยชน์ต่อเยาวชนมาก จะทำให้เยาวชนเข้าใจข้อมูลข่าวสารได้ชัดเจน และไม่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ การอบรมครั้งนี้เหมือนได้ความรู้เทคนิคที่สามารถคิดว่าต่อไปเราจะผลิตสื่ออะไรที่มันสามารถสื่อสารกับคนได้ง่ายขึ้น ส่วนการประยุกต์หลักสูตรที่ได้เข้าอบรมในครั้งนี้กับสาขาที่ตัวเองเรียนอยู่ ก็จะเป็นในด้านกฎหมายที่ได้อ่านมา นำมาแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด แล้วก็รวบรวมข้อมูลเป็นเนื้อหาเพื่อนำไปสร้างสื่อที่เข้าใจง่าย เช่น ทำโปสเตอร์ประมาณหนึ่งหน้ากระดาษเพื่อใช้เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ เป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายที่มันกระทบต่อคนอื่น มาตราไหน รวมถึงสิทธิของมนุษย์ เราไม่ควรทำสิ่งนี้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง และเกี่ยวกับการขโมยข้าวของหรือทรัพย์สิน แล้วก็การทำร้ายร่างกาย ผมจะเอาหัวข้อนั้นมาอธิบายง่าย ๆ ให้ทั้งผู้ใหญ่เข้าใจ ส่วนเด็กก็จะเป็นเด็กที่กำลังศึกษาต่อจากผม รุ่นน้อง ผมคิดว่าการแปลภาษากฎหมายให้เด็ก ๆ เข้าใจมากขึ้น จะมีประโยชน์ต่อพวกเขา ทำให้พวกเขาสามารถนำไปใช้ได้เลย” อาจารย์ทิพย์วรรณ จุลิรัชนีกร จากสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี กล่าวปิดท้ายว่า "ประโยชน์จากการ MOU และพัฒนาหลักสูตรในครั้งนี้เป็นประโยชน์มากทั้งต่อสาขาวิชา ต่อนักศึกษา และมหาวิทยาลัย ที่เห็นได้ชัดคือ หลังจากที่เราอบรมไปแล้ว นักศึกษาได้นำทักษะการผลิตสื่อมาใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาชุมชน ซึ่งดีมาก เนื่องจากสาขาวิชาเรามุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนอยู่แล้วโดยอาศัยฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นเราไม่มีเครื่องมือที่จะดึงภูมิปัญญาขึ้นมาสร้างให้เกิดคุณค่ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ ก็จะมีสื่อที่ทางโครงการฯ หรือทางกองทุนสื่อพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่มาร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ มันก็เป็นตัวผลักดันให้นักศึกษาเกิดทักษะ เกิดความรู้ที่จะนำมาใช้ ตอนนี้ที่เห็นนักศึกษานำมาใช้ก็คือ นำสื่อไปเป็นตัวในการที่จะศึกษาชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม คือชวนคนในชุมชนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันดึงประเด็นของภูมิปัญญาซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอยู่แล้ว เราจะดึงตรงนี้ให้ยกขึ้นสูงได้อย่างไร ก็ชวนกันทำสื่อ แล้วก็ทดลองผลิตสื่อออกมาประมาณ 2-3 ชิ้น โดยใช้กระบวนการร่วมกันคิดกับคนในชุมชน ชุมชนเรามีอะไรโดดเด่น มีอะไรที่เป็นอัตลักษณ์ มีอะไรที่จะยกระดับขึ้นมาได้ ชุมชนก็สะท้อนกลับมาว่ามีอาหาร มีประเพณี วัฒนธรรม ในส่วนการต่อยอดในสาขาวิชา ส่วนตัวมองว่า ทุกสาขาวิชาจะต้องอาศัยสื่อเป็นตัวเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนในทุก ๆ ศาสตร์อยู่แล้ว คาดว่าในอนาคตทั้งภายในมหาวิทยาลัยเราก็จะมีการนำหลักสูตรเข้าไปอบรมหรือไปให้ความรู้หรือสอดแทรกในรายวิชาทุกรายวิชา ปัจจุบันเด็กเยาวชนจะต้องรู้เท่าทันสื่อ และผลิตสื่อได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย ดังนั้น ในอนาคตเราก็จะมีการต่อยอดในเรื่องนี้ต่อไป”   โดยหลักสูตรสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อการรู้เท่าทันสื่อของ “มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี” ในครั้งนี้ นอกจากจะเกิดหลักสูตรที่ได้มีการทดลองใช้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยจำนวน 100 คนแล้ว ยังเกิดห้องเรียนปฏิบัติการรู้เท่าทันสื่อ และเกิดความร่วมมือกันของคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยอีกด้วย ซึ่งทางกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาก็คาดหวังว่า หลักสูตรเหล่านี้จะสามารถสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับสถาบัน ชุมชน และสังคมต่อไป รวมถึงเป็นหลักสูตรที่สามารถขยายผลไปสู่สถาบันการศึกษาอื่น ๆ ทั่วประเทศ   : ติดตามข่าวสารโครงการฯ และการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางเฟสบุ๊กแฟนเพจ : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ +++++++++++