ตรังจัดพิธีถวายราชสดุดี วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ข่าวทั่วไทย25 เม.ย. 2565 • 07:31 น.
ตรังจัดพิธีถวายราชสดุดี วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
จังหวัดตรังจัดพิธีถวายราชสดุดี วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ วันนี้ (25 เม.ย.2565) ที่หอประชุมโรงเรียนวิเชียรมาตุ อ.เมืองตรัง นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานวางพวงมาลา ถวายราชสักการะและกล่าวอาศิรวาทราชสดุดี เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประจำปี 2565 โดยมี นายไพบูลย์ โอมาก นายภูวนัฐ สมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ตุลาการ ทหาร ตำรวจ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องรักษาแผ่นดินไทย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระราชสมภพ ณ พระราชวังจันทน์เมื่อปีพุทธศักราช 2098 พระองค์ทรงเป็นวีรกษัตริย์ ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างล้ำเลิศ มีพระอัจฉริยภาพและฝีพระหัตถ์ในทางการรบ และเชี่ยวชาญในอาวุธทุกชนิด ทรงตรากตรำพระวรกาย ในการศึกสงครามตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์โดยมิได้ว่างเว้น นับตั้งแต่พระชนมายุ 16 พรรษา ทรงสามารถขับไล่กองทัพพระยาจีนจันตุจนแตกพ่ายไป ในปีพุทธสักราช 2124 ทรงแสดงแสนยานุภาพในการยกกองทัพเข้าตีเมืองคังที่ตั้งอยู่บนเขาสูง และได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย จนถึงปีพุทธศักราช 2127 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงว่า ตั้งแต่วันนี้กรุงศรีอยุธยาขาดทางไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรกันดังแต่ก่อนต่อไป การกระทำเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการประกาศอิสรภาพของไทย หลังจากประกาศอิสรภาพแล้วก็ได้กรีฑาทัพเข้าสู่ชานเมืองหงสาวดี และรวบรวมคนไทยกลับมาได้ อีกทั้งยังสามารถใช้พระแสงปืนยาวยิงข้ามแม่น้ำสะโตงถูกแม่ทัพของพม่าที่ติดตามมาซึ่งนั่งอยู่บนคอช้างจนเสียชีวิต ทำให้ทัพพม่าถอยกลับไปและพระแสงปืนที่ทรงใช้ในวันนั้นได้ปรากฏนามว่า “พระแสงปืนต้นข้มแม่น้ำสะโตง” ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่จัดอยู่ในพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครืองราชูปโภค สำหรับพระมหากษัตริย์สืบมาจนบัดนี้ และในปีเดียวกันทรงได้รับชัยชนะในการทำสงครามกับพระยาพะสิมที่เมืองกาญจนบุรี จนถึงปีพุทธศักราช 2129 พระเจ้านันทบุเรงยกทัพใหญ่มาล้อมกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้วิจารณญาณอันล้ำเลิศวางแผนป้องกันเมือง โดยการจัดกองโจรออกตัดการลำเลียงเสบียง และออกไปตีปล้นข้าศึก เพื่อมิให้ข้าศึกมีเวลาพักผ่อน พม่าได้ล้อมกรุงศรีอยุธยา อยู่นานถึง 5 เดือน แต่ก็ไม่สามารถเข้าตีได้จึงล่าทัพกลับไป กรุงศรีอยุธยาว่างศึกได้เพียง 3 ปีจนร่วงถึงปีพุทธศักราช 2133 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้นครองราชย์ พระเจ้านันทบุเรงจึงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงเปลี่ยนยุทธวิธีการรบจากการตั้งรับมาเป็นฝ่ายรุก โดยพระองค์ยกกองทัพออกไปตั้งรับที่ลำน้ำท่าคอย และหลอกล่อให้กองทัพพม่า รุกไล่เข้าไปในวงล้อม ที่พระองค์วางทัพรออยู่ ซึ่งผลของการรบครั้งนี้ พระยาพุกามตายในที่รบ พระยาพะสิมถูกจับส่วนพระมหาอุปราชาถอยหนีไป ในวันที่ 18 มกราคม ปีพุทธศักราช 2135 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนได้รับชัยชนะ ทำให้พระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาลไปทั่วปฐพี หลังจากศึกสงครามยุทธหัตถีนี้แล้วได้ทรงปราบปรามหัวเมืองฝ่ายใต้ได้เมืองตะนาวศรี มะริด ทวาย ปีพุทธศักราช 2538 และ 2142 ทรงกรีฑาทัพไปตีเมืองหงสาวดีได้เมืองเมาะลำเลิง แล้วทรงยกทัพไปถึงเมืองหงสาวดี และเมืองตองอ จนหัวเมืองไทยใหญ่ทั่วทั้งปวงยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา ในปีพุทธศักราช 2148 พระเจ้าอังวะมีอำนาจขึ้นจึงขยายอาณาเขตเข้ามาทางแคว้นไทยใหญ่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพไปยังเมืองห้างหลวงและประชวรหนักจึงเสด็จสวรรคตเมื่อเดือน 6 ขึ้น 8 ค่ำปีมะเส็งพุทธศักราช 2148 พระชนมายุ 50 พรรษา อยู่ในราชสมบัติ 15 ปี จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้พระองค์จะได้เสด็จสวรรคตมานานกว่า 416 ปีแล้วก็ตาม พสกนิกรชาวไทยทั้งมวลต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านที่ทรงพระปรีชาสามารถ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ขับไล่อริราชศัตรูตลอดพระชนม์ชีพเพื่อสร้างความเป็นเอกราชให้แก่ชาติไทยและเป็นมหาวีรกรรมที่เลื่องลือปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ตราบจนทุกวันนี้