พระครูดร.ปริยัติวัฒนโชตินำพุทธศาสนิกชนวัดสระแก้วทำบุญเวียนเทียนเนื่องในวันวิสาขบูชา
เมื่อเช้าวันนี้15พ.ค.65 ตรงกันวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ตั้งแต่เวลา07.00 น. ณ วัดสระแก้ว ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด พระครู ปริยวัฒนโชติ(สุภีร์ คำใจ) ดร. เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว รองเจ้าคณะอำเภอเมืองร้อยเอ็ด นำพระลูกวัด พุทธศาสนิกชนวัดสระแก้ว ผู้มีจิตศรัทธา ทำบุญถวายภัตตาหารเช้า บังสุกุล และพิธีเวียนเทียน เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญของพระพุทธศาสนา เพื่อกุศลผลบุญแด่ญาติๆที่ล่วงลับ เจ้ากรรมนายเวร และความเป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง ซี่งก่อนหน้าจะมีการแสดงพระธรรมเทศนาแก่ญาติโยมพุทธศาสนิกชนทุกวันพระ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจพุทธศาสนิกชน มุ่งสร้างแต่คุณงามความดี รู้จักบาป บุญ คุณโทษ ทำบุญกุศล ให้ดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข พระครูฯมีหน้าที่ดูแลสงเคราะห์พระภิกษุ สงเคราะห์ประชาชน
พระครู ดร. ปริยวัฒนโชติ(สุภีร์ คำใจ) เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว รองเจ้าคณะอำเภอเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า.-วันนี้ความสำคัญทางศาสนาพุทธ คือวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพานเวียนมาบรรจบในวันและเดือนเดียวกัน คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ ปีนี้ตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ความหมายของ "วันวิสาขบูชา" หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 วิสาขบูชา ย่อมาจาก "วิสา - ขบุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน 7
ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง 3 คราว จึงถือว่าเป็นวันที่สำคัญของพระพุทธเจ้า หลักธรรมอันเกี่ยวเนื่องจากการประสูติ ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ความกตัญญู อริยสัจ 4 และความไม่ประมาท
ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ (อริยสัจ 4) หรือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ 1. ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ 2. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ 3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และ 4. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ ทั้ง 4 ข้อนี้ถือเป็นสัจธรรม เรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าทรงค้นพบ เป็นสัจธรรมชั้นสูง ประเสริฐกว่าสัจธรรมสามัญทั่วไป
พระครู ดร. ปริยวัฒนโชติ ย้ำว่า.-สิ่งที่อยากให้ พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้แก่ การทำบุญกุศลอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามศีลธรรมมิได้ขาด ปฏิบัติสมาธิตน และจะนำมาซึ่งก่อเกิดแห่งปัญญา ปัญญาจะช่วยให้หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆที่เกิดจากการดำรงชีวิต สุดท้ายก็จะบังเกิดแต่ความปติสุข พ้นจากความทุกข์ต่างๆได้