สำนักงานชลประทานที่ 8 ร่วมงานสรุปบริหารน้ำฤดูแล้ง ผ่านระบบออนไลน์

ข่าวทั่วไทย9 พ.ค. 2565 • 18:29 น.โดย กิตติพงษ์ ทุนเพิ่ม
สำนักงานชลประทานที่ 8 ร่วมงานสรุปบริหารน้ำฤดูแล้ง ผ่านระบบออนไลน์
วันที่ 9 พ.ค.65 นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 พร้อมด้วย นายธีระศักดิ์ ประหยัด ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานสรุปการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง เตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2565 ผ่านระบบประชุมทางไกล Zoom Meeting ณ ห้องประชุมสำนักงานชลประทานที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการจัดงาน พร้อมด้วย อธิบดี รองอธิบดี และคณะผู้บริหารกรมชลประทาน ซึ่งถ่ายทอดสัญญาณมาจากห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศไทยได้ผ่านพ้นฤดูแล้งและกำลังเข้าสู่ฤดูฝน กรมชลประทานจึงจัดงานสรุปการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ภายในงาน นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน พร้อมรายงานสรุปการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 และแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2565 ด้านนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้กล่าวถึงสภาพอากาศ สภาพฝนและการคาดการณ์ฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2565 จะเริ่มต้นในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม และจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม คาดว่าปริมาณฝนรวมในช่วงฤดูฝนจะสูงกว่าค่าปกติร้อยละ 3 ซึ่งจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (ปี 2564 มีฝนในฤดูฝนสูงกว่าค่าปกติร้อยละ 8) ทั้งนี้จะได้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนในช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคมอาจเกิดกรณีฝนทิ้งช่วง เนื่องจากปริมาณและการกระจายของฝนน้อยอาจจะส่งกระทบกับพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานและพื้นที่ภัยแล้งซ้ำซาก โดยคาดว่าในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายนจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย จำนวน 2 ลูก และมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ขอความร่วมมือให้พี่น้องประชาชนเฝ้าติดตามข่าวและการประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันอุทกภัยปี 2565 นี้ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน ได้กล่าวสรุปผลการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 และเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2565 ว่าตลอดปี 2564 ที่ผ่านมากรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 ภายใต้นโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ 8 มาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 กล่าวคือ “บริหารน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด รัดกุม โดยจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลัก พร้อมเตรียมการให้การช่วยเหลือ” จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งแผนการจัดสรรน้ำและแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนช่วงต้นฤดูแล้งและให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำแต่ละกิจกรรม โดยได้แบ่งผลการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1) ด้านปริมาณ มีการวางแผนและติดตามผลการส่งน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำในแต่ละกิจกรรม ทั้งประเทศวางแผนไว้ 22,280 ล้านลูกบาศก์เมตร จัดสรรน้ำไป 22,998 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 103% ส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา วางแผนไว้ 5,700 ล้านลูกบาศก์เมตร จัดสรรน้ำไป 6,350 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 111% มิติที่ 2) ด้านสมดุลน้ำ มีการบริหารจัดการน้ำ จากเขื่อนและอาคารชลประทานทั้งระบบ ส่งน้ำเข้าระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอ ตลอดจนสามารถรักษาระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยา และ มิติที่ 3) ด้านคุณภาพสามารถมีน้ำใช้ เพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอ คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ค่าความเค็มใน 4 แม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์ปกติ) ปริมาณน้ำสำรองต้นฤดูฝนปี 2565 เพียงพอ (มีปริมาณน้ำมากกว่าที่วางแผนจะสำรองน้ำไว้ จำนวน 1,459 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 8.) พื้นที่การเกษตรไม่เสียหาย และสามารถส่งน้ำเพื่อสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมได้อย่างเพียงพอ และสำหรับการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2565 กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำและจัดทำแผนปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝน และได้กำหนดมาตรการเตรียมการรับมืออุทกภัยโดยการกำหนดพื้นที่ กำหนดคน และจัดสรรทรัพยากรรวมทั้งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การประชาสัมพันธ์ และการบูรณาการของทุกหน่วยงานหลัง จากนั้น ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมชลประทาน ให้ทุกหน่วยงานมีการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำ ปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนเป็นหลัก สำหรับฤดูฝนปี 2565 ต้องดำเนินการเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด ใช้น้ำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด และส่งผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ด้านการเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังพล ต้องมีความพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง กำชับให้ผู้บริหารลงพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อรับทราบปัญหาและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด ด้านการประชาสัมพันธ์ ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบ ลดความความแย้ง ตลอดจนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน ท้ายที่สุดได้กล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพแก่ประชาชนทุกภาคส่วน