"รมว.ท่องเที่ยว" ร่วมขบวนแห่เรือพระพนมทางบก ในงานประเพณีชักพระ สุราษฎร์ธานี 

ข่าวทั่วไทย30 ต.ค. 2566 • 15:54 น.โดย สิทธิเณศ เห้งทับ
"รมว.ท่องเที่ยว" ร่วมขบวนแห่เรือพระพนมทางบก ในงานประเพณีชักพระ สุราษฎร์ธานี 

วันที่ 30 ต.ค.66 ที่บริเวณถนนดอนนก หน้าศูนย์ราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้นายนันธวัช เจริญวรรณ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานเปิดการประกวดเรือพนมพระทางบกและปล่อยขบวนแห่เรือพนมพระทางบกฯ ในงานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปี 2566 โดยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกับคณะสงฆ์  และประชาชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2566  ซึ่งในปีนี้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมรับชมความงดงามและร่วมขบวนแห่เรือพนมพระนับหมื่นคน  บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีเรือพนมพระจากวัดต่างๆ ทั้ง 19 อำเภอ  เข้าร่วมจำนวน 112 ลำ เป็นการอนุรักษ์สืบสานไว้ซึ่งประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี 

สำหรับประเพณีชักพระ เป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวปักษ์ใต้ ทำบุญหลังวันออกพรรษา ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี โดยเชื่อกันว่าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา  เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์พุทธศาสนิกชน   จึงมารอรับเสด็จแล้วอัญเชิญพระพุทธเจ้าขึ้นประทับบนบุษบก แล้วแห่ไปรอบเมือง โดยเรือพนมพระเป็นรถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือ แล้ววางบุษบกสำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน  แล้วลากหลังวันออกพรรษา  สมัยก่อนจะทำเป็นรูปเรือใช้ไม้ไผ่สานแล้วตกแต่งเป็นรูปพญานาคใช้กระดาษสีเงินสีทองทำเป็นเกล็ดกลางลำตัว  ทำเป็นร้าน เรียกว่า "ร้านม้า"  และส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บุษบก  ซึ่งแต่ละวัดจะออกแบบอย่างสวยงาม  หลังคานิยมทำเป็นรูปจัตุรมุข ตกแต่งด้วยหางหงส์ช่อฟ้า ใบระกา และทุกครัวเรือนในชุมชนจะทำขนมต้ม  เพื่อนำไปแขวนที่เรือพนมพระของวัดต่างๆ  รวมทั้งจะมีการจัดทำพุ่มผ้าป่า  และชักพุ่มผ้าป่าหน้าบ้าน โดยเป็นการรวมตัวของชาวบ้าน  เพื่อร่วมทำกิจกรรมเป็นการสร้างความสมัครสมานสามัคคี  และรวมสืบทอดประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบไป