ทสจ.อุตรดิตถ์เรียกประชุมคณะทำงานติดตามไฟป่า-หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาว อนุพร โนเรือง นักวิชาการสิ่งเเวดล้อมชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ณ ห้องประชุม ชั้น 3 สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดอุตรดิตถ์
ทั้งนี้ นายมรกต อินทรภู่ ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรธรรมชาติ จ.อุตรดิตถ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการประชุมขอความร่วมมือหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย นายนเรศ นนท์คลัง ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้อุตรดิตถ์ , เจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหา ไฟป่าและหมอกควันในท้องที่จังหวัดอุตรดิตถ์ตามนโยบายของนาย สมหวัง พ่วงบางโพ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์
โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ 1.จุด Hot Spot ลดลง 2.พื้นที่ป่า ถูกไฟป่าลดลง 3.ลดจำนวนปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เนื่องจากในช่วงฤดูแล้ง มักจะเกิดปัญหาไฟป่าขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งสาเหตุสำคัญ คือ เกิดจากการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ เผาไร่ และการกำจัดวัชพืช ในที่ดินที่ทำกินของเกษตรกรที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยเมื่อมีการจุดไฟแล้วไม่มีการควบคุม จนทำให้ไฟไหม้ลุกลามเข้าไปในป่าจนกลายเป็น ไฟป่า หรือเกิดจากความคึกคะนองจุดไฟเผาป่า เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทำความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากในการระดมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือ เครื่องใช้ และยานพาหนะในการ เข้าระงับดับไฟ ดังนั้น เพื่อเป็นการระงับและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากไฟป่าดังกล่าว อีกทั้งให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า
สำหรับ จังหวัดอุตรดิตถ์จึงได้จัดทำประกาศกำหนดเขตควบคุมไฟป่า และการเผาในที่โล่งแจ้งขึ้นอาศัยอำนาจตามมาตรา 15, 17 และ 22 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 จึงกำหนดให้พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็น "เขตควบคุมไฟป่า" และกำหนดมาตรการในการป้องกันไฟปาขึ้นไว้
ดังนี้ ภายในพื้นที่เขตควบคุมไฟป่า 1. นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงวันที่ 31พฤษภาคม 2566 หากราษฎรมีความจำเป็นต้องเผาวัชพืช ซึ่งอยู่ในที่ดินทำกิน ในเขตพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ที่ได้รับการผ่อนผันหรือแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ขอให้ราษฎรผู้ถือครองที่ดินดังกล่าว จัดทำแนวกันไฟ พร้อมแจ้งผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันในพื้นที่ เพื่อประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องหรือประสานกับสถานีควบคุมไฟป่าในพื้นที่หรือหน่วยควบคุมไฟป่าที่ใกล้เคียง เพื่อจัดเจ้าหน้าที่คอยควบคุมไฟ มิให้ลุกลามเข้าไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยเด็ดขาด หากมีผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามและไฟลุกลามเข้าไปในเขตพื้นที่ป่าไม้เขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า
ซึ่งผู้กระทำความผิดต้องถูกระวางโทษทั้งจำทั้งปรับตามกฎหมาย 2. การจุดไฟเผาป่า และ/หรือ ปล่อยให้ไฟลุกลามเข้าไปยังพื้นที่ที่มีการหวงห้ามตามกฎหมายจะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ดังนี้ 1. เขตพื้นที่บำาไม้ มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่ไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 72 ตรี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2. เขตป่าสงวนแห่งชาติ มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 150,000 บาท 3. เขตอุทยานแห่งชาติ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 41 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ