‘อรรถพล ใหญ่สว่าง’ นายกสภา ม.พะเยา เปิดประชุมวิชาการระดับชาติ พะเยาวิจัย ครั้งที่ 13

ข่าวทั่วไทย31 ม.ค. 2567 • 18:47 น.
‘อรรถพล ใหญ่สว่าง’ นายกสภา ม.พะเยา เปิดประชุมวิชาการระดับชาติ พะเยาวิจัย ครั้งที่ 13

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ที่ ที่อาคาร 99 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา ศาสตราจารย์พิเศษอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะ นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติพะเยาวิจัย ครั้งที่ 13  ซึ่งทางมหาวิทยาลัยพะเยาจัดการประชุมวิชาการระดับชาติพะเยาวิจัย ภายใต้หัวข้อ “Frontier area-based research for sustainable development goals” เพื่อเป็นเวทีทางวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายระดับชาติ ในการพัฒนาศักยภาพของสถาบันการศึกษาของไทย โดยการสนับสนุนการเผยแพร่งานวิจัยและนวัตกรรม ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การนำองค์ความรู้ไปใช้ในการพื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ การจัดงานครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 160 ผลงาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 มกราคม ที้ผ่านมา

ศาสตราจารย์พิเศษอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานกล่าวเปิดงานว่า การจัดการประชุมวิชาการพะเยาวิจัยในทุก ๆ ปี นับเป็นการเปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย นิสิต และนักศึกษา จากหลายสถาบัน ได้มานำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งผลงานเหล่านั้นจะนำไปสู่การสืบสานปณิธานของมหาวิทยาลัยพะเยาที่ ว่า "ปัญญาเพื่อความเข้มแข็งของชุมชน" และการพัฒนาประเทศสู่ระดับสากล การจัดงานภายใต้หัวข้อ"Frontier area-based research for sustainable development goals" จะเป็นกลไกหนึ่งที่มีส่วนขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยตามเป้าหมายการเป็นสู่การเป็น "Frontier area-base University" โดยเกิดการเสริมพลังจากการบูรณาการ การทำงานจากหลากหลายสถาบันที่ เกิดจากเครือข่ายความร่วมมือในการประชุมวิชาการนี้ รวมทั้งนำไปสู่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เกิดความยั่งยืนให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustain development goals) ตามแนวทางของสหประชาชาติต่อไป

ซึ่งทางมหาวิทยาลัยพะเยาได้มีการจัดรูปแบบการนำเสนอผลงานในการประชุม วิชาการฯ ให้เป็นลักษณะ Hybrid โดยมีทั้งการนำเสนอแบบ Onsite Conference ณ มหาวิทยาลัยพะเยา และ Online Conference การจัดงานครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 160 ผลงาน ประกอบด้วย
          
1. กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ  จำนวน 19 ผลงาน

2. กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 103 ผลงาน
          
3. กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จำนวน 38 ผลงาน

มีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ นิทรรศการของมหาวิทยาลัยพะเยา การประกวดนิทรรศการ 1 คณะ 1ชุมชนนวัตกรรม การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Innovation for Smart City) เมืองต้นแบบเทศบาลตำบลแม่ เหียะ" การประชุมสัมมนาวิชาการย่อย เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นการจัด ครั้งที่ 1 และการมอบรางวัลให้กับนักวิจัยเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักวิจัยของมหาวิทยาลัย 4 รางวัล ได้แก่

1. รางวัลโครงการ "1 คณะ 1 ชุมชนนวัตกรรม" ประจำปี 2565 ได้แก่ 

2. รางวัลนักวิจัยดีเด่นที่มีผลงานการตีพิมพ์สูงสุดในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มสาขาดังนี้ กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

3. รางวัลนักวิจัยที่สร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์เชิงชุมชุมและรางวัลนักวิจัยที่มีผลงานการให้บริการวิชาการแก่สังคมรางวัลการนำเสนอผลงานวิจัยดีเด่นในภาค Oral Presentation และ Poster Presentation

ดร.สุภกร พงศบางโพธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพะเยา รองศาสตราจารย์ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ว่า มหาวิทยาลัยพะเยา จัดการประชุมวิชาการระดับชาติพะเยาวิจัยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 13 เพื่อเป็นเวทีการนำเสนอผลงานวิจัยในศาสตร์ต่าง ๆ ได้แก่ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีเป้าหมายสูงสุดคือการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางสังคม สิ่งแวดล้อม ให้เกิดความยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ในการแข่งข้นกับนานาอารยประเทศ การประชุมวิชาการระดับชาติพะเยาวิจัย ครั้งที่ 13 นี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Frontier area-based research for sustainable development goals" ซึ่งจะเป็นเวทีทางวิชาการเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายระดับชาติในการพัฒนาศักยภาพของสถาบันการศึกษาของไทย โดยการสนับสนุนการเผยแพร่งานวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะนำไปสู่การนำองค์ความรู้ไปใช้ในการพื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ต่อไป