รอง ปธ.สภาอุตสาหกรรมอีสาน ชี้ส่วยท่าทรายเกิดจากตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนกำกับดูแล
วันที่ 3 พ.ย.66 นายวัชรินทร์ เจียวิริยบุญญา รองประธานสภาอุตสาหกรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานการค้าชายแดน อีสานตอนบน เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาดูดหินทรายในลำน้ำโขงชายแดน จ.นครพนม ถือเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ นำรายได้จากภาษีเข้ารัฐ รวมถึงลดต้นทุนในการก่อสร้าง ทำให้ประชาชน ได้ซื้อหินทราย ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง มีต้นทุนต่ำลง แทนการไปซื้อหินทรายมาจากต่างจังหวัด ต้องแบกต้นทุนค่าขนส่ง โดยการดูดหินทราย จะมีสองรูปแบบ คือ การนำเข้า มีด่านศุลกากรเป็นเจ้าภาพดูแล รวมถึงหน่วยงานความมั่นคง รูปแบบที่สอง คือ เรียกว่าการสัมปทาน หรือตามมาตรา 9 ของกฎหมายที่ดิน มีหน่วยงานที่ดินเป็นเจ้าภาพดูแล แต่ปัจจุบันตนมองว่า หลังจาก จ.นครพนม มีการตั้งหน่วยงานมาตรวจสอบกำกับดูแล รวม 17 หน่วยงาน เป็นการตั้งซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ ในการตรวจสอบดูแล เพราะมีงบประมาณจำกัด สุดท้ายตกภาระไปยังผู้ประกอบการ เกิดปัญหาส่วยเรียกรับเงิน บางหน่วยงานฉวยโอกาสรับส่วย ค่าอำนวยความสะดวก เสนอทางลัด ลดขั้นตอน อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ฝากหน่วยงานมีอำนาจทบทวนแก้ปัญหา
รองประธานสภาอุตสาหกรรมอีสาน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในห้วงระยะเวลาดูดหินทราย มีประมาณ 8 เดือน ที่สามารถดำเนินการได้ ต้องพักอีก 4 เดือน เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ แต่พอถึงระยะเวลาการทำงาน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 30 มิถุนายน ของทุกปี พอถึงเวลาเริ่มฤดูกาล กับเจอปัญหา ภาครัฐยื้อเวลา ทำงานเชิงรับ ไม่ทำงานเชิงรุก รอขั้นตอนตรวจสอบเอกสาร ขั้นตอนการอนุญาต ทำให้ผู้ประกอบการเสียประโยชน์ เสียเวลาไปอีกเป็นเดือน แทนที่จะทำงานตามห้วงเวลา เพราะภาคเอกชนต้องลงทุน ไม่ได้กินเงินเดือนเหมือนข้าราชการ ซ้ำร้ายเป็นช่องว่าง ให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคน ฉวยโอกาสเรียกรับส่วย เสนอขั้นตอนทางรัฐ จนเกิดปัญหามาตลอด ทางออกคือ หาหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพอำนาจเบ็ดเสร็จ บริการแบบวันสต็อป เซอร์วิส ตัดหน่วยงานซ้ำซ้อน ปัญหาจะได้จบ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ตนติดตามตรวจสอบ ศึกษาข้อมูลมาหลายปี มั่นใจว่าการดูดหินทราย ในลำน้ำโขง มีผลดีมากกว่าผลเสียอย่างแน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจ รวมถึงระบบนิเวศน์