กลุ่มคนรักสถาบันเชียงใหม่ แจ้งความเอาผิดอ้างสถาบันหลอกลวงต่างด้าวได้สัญชาติไทย
เมื่อวันที่ 10 ก.ค.67 นายนพดล เชื้อสาย อายุ 61 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ พร้อมตัวแทนกลุ่มคนเชียงใหม่รักในหลวง ปกป้องสถาบันกว่า 10 คนและผู้เสียหายมา ได้เดินทางไปแจ้งความต่อ ร.ต.ท.วรวลักช์ กันวะนา พนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ให้สอบสวนและดำเนินคดีกับกลุ่มคณะประชาชนคนรักในหลวง ที่ได้มีการแอบอ้างจัดประชุมต่างด้าวชาวไทใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ การแอบอ้างสถาบันให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าข่ายการฉ้อโกงหลอกลวงประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องไทยใหญ่ที่กล่าวอ้างว่า จะดำเนินการให้ได้สัญชาติไทย โดยผู้เสียหายได้แฝงตัวอยู่ร่วมกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวนานกว่า 6 เดือนเพื่อเก็บหลักฐานทุกด้านส่งมอบให้กับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและเกี่ยวข้อง และได้มาแจ้งความบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีไว้อีกทางหนึ่ง
ในการแจ้งความ ได้นำเอกสารหลักฐานและข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ แฟรชไดร์ฟ ยี่ห้อ Kingston ขนาด 128 GB สีเขียว-ดำ จำนวน 1 อัน ที่เก็บข้อมูลหลักฐานทุกอย่างของกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแอบอ้างสถาบัน เอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลคลิปวิดิโอภายในแฟรชไดร์ฟ จำนวน 3 แผ่น สติ๊กเกอร์ ของกลุ่มคณะประชาชนคนรักในหลวง จำนวน 3 แผ่นคำสั่งคณะประชาชนคนรักในหลวง ปซล.ฟ002ภาค5 ภาคเหนือ ที่มอบไว้วันที่ 29 มีนาคม 2567 ลงชื่อโดย นายประยูร (ขอสงวนนามสกุล) จำนวน 1 แผ่น OR Code แสดงรูปเพิ่มเติม เสื้อสีรวงผึ้ง มีตราคณะประชาชนคนรักในหลวง ซึ่งสิ่งของ, เอกสาร และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว ได้มีข้อมูลของการทำกิจกรรม ของ นายประยูร (ขอสงวนนามสกุล) มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงสถาบันและบุคคลสำคัญ ซึ่งผู้แจ้งประสงค์จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูพิงคฯ นำไปพิจารณา เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ผู้เสียหาย/ผู้ร้องทุกข์ให้ข้อมูลว่าพบเห็นพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าวตามที่ได้แจ้งบันทึกไว้ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้มาจัดกิจกรรมและดำเนินงานต่างๆในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการแอบอ้างสถาบันให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าข่ายการฉ้อโกงหลอกลวงประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องไทใหญ่ที่กล่าวอ้างว่า จะดำเนินการให้ได้สัญชาติไทย โดยผู้เสียหายได้แฝงตัวอยู่ร่วมกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวนานกว่า 6 เดือนเพื่อเก็บหลักฐานทุกด้านส่งมอบให้กับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงและเกี่ยวข้อง และได้มาแจ้งความบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีไว้อีกทางหนึ่ง ซึ่งเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องโดยเฉพาะการกล่าวอ้างถึงสถาบันและใช้วาระโอกาสปีมหามงคลทำกิจกรรมที่เข้าข่ายเรียกรับผลประโยชน์และให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในการหลอกลวงผู้ร่วมกิจกรรมซึ่งได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดส่งมอบเจ้าหน้าที่แล้ว