กองทุนพัฒนาสื่อฯ ผุดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชน หวังสร้างสื่อให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์ แก่ชุมชนผู้สูงอายุ
“สื่อวิทยุ” เป็นสื่อกระจายเสียงที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานถึงปัจจุบัน ถึงแม้การสื่อสารทั่วโลกจะเปลี่ยนไปและหมุนไวจนทำให้ภูมิทัศน์สื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงตาม และเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ท่ามกลางแพลตฟอร์มใหม่ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก การนำเสนอข้อมูลข่าวสารมีรูปแบบใหม่และรวดเร็วมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังพบว่า ในสังคมชนบท สื่อวิทยุยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่ใช้ชีวิตในชุมชนเป็นหลัก
จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบัน ยังมีสถานีวิทยุชุมชนที่เปิดทำการมากถึง 3,000 สถานีทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนได้ว่า ผู้ประกอบการและผู้รับฟังยังมีความต้องการในสถานีวิทยุชุมชนอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันก็ยังพบข้อมูลว่า วิทยุชุมชนหลายสถานียังคงเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ขาดความน่าเชื่อถือ หลอกลวงผู้บริโภค ทำให้ผู้รับฟังหลงเชื่อและคล้อยตามได้ง่าย สร้างผลกระทบด้านลบตามมาเป็นจำนวนมาก เมื่อเห็นความสำคัญของการมีอยู่ของสถานีวิทยุชุมชน หรือวิทยุทางเลือก สื่อที่ยังเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชน และเพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของวิทยุชุมชนให้มีความเป็นอาชีพมากขึ้น ด้วยการสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมของเครือข่ายกลุ่มวิทยุชุมชนในการกำกับดูแลกันเอง เพื่อให้วิทยุชุมชนเป็นสื่อน้ำดีที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นสื่อที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับฟังอย่างแท้จริง
รวมถึงเพื่อให้สื่อวิทยุชุมชนเกิดการปรับตัว รู้เท่าทัน และวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารในโลกยุคดิจิทัลที่ไหลบ่านี้ได้ และนำมาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยในการสื่อสารอออกไปสู่สาธารณะ ความสำคัญของประเด็นปัญหาดังกล่าว ‘กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์’ องค์กรที่สนับสนุนการสร้างสื่อน้ำดีที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์สู่สังคม จึงเกิด โครงการ ‘พัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชน’ โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพของสถานีวิทยุชุมชน นักจัดรายการวิทยุ ผู้สื่อข่าวชุมชน รวมถึงประชาชนที่สนใจ เพื่อให้ชุมชนมีบุคลากรที่มีความสามารถในการจัดการระบบสื่อสาร และเพื่อให้เกิดการนำเอาความคิด ประเด็น และข้อมูลจากพื้นที่มาผลิตสื่อที่เป็นข่าวสารที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ รวมถึงเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการผลิตสื่ออย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์
เพื่อนำไปถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านั้นต่อไปยังชุมชนต่าง ๆ เป็นวงกว้าง โดยโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชนนี้ จะทำงานกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 150 คน คือ สถานีวิทยุชุมชน, นักจัดรายการ, ผู้สื่อข่าวชุมชน และประชาชนที่สนใจ
ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เล่าถึงรายละเอียดในการจัดทำโครงการนี้ว่า ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในการดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงของวิทยุชุมชนในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ลดลง ประเด็นแรกจากการเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ จำนวนมาก ซึ่งสื่อที่จะอยู่ได้ก็จะต้องมีผู้ชม คนดู หรือคนอ่าน การเกิดของสื่อใหม่นี้ทำให้สื่อดั้งเดิมถูกลดความนิยมลง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ชมผู้ฟังอยู่ ประเด็นที่สองโลกเปลี่ยนไปเร็ว ภูมิทัศน์สื่อก็เปลี่ยนตามค่อนข้างแรง เกิดแพลตฟอร์ม ใหม่ ๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก พฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ที่ใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก แต่ในโครงสร้างสังคมประเทศไทยโดยเฉพาะสังคมชนบทก็ยังมีความนิยมในการรับฟังวิทยุอยู่ค่อนข้างสูงเช่นกัน
โดยตัวเลขที่ทางกสทช. เคยทำข้อมูลไว้คือประมาณ 40% ของครัวเรือนในชนบทหรือจำนวนผู้ชมผู้ฟังในชนบท หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองก็ยังฟังวิทยุอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มคน Jan-x เวลาขึ้นรถก็เปิดวิทยุ ยังมีคนที่ชอบติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทางวิทยุอยู่ เช่น วิทยุหลักของ อสมท., FM ลูกทุ่ง FM 95, คลื่นข่าวของ กสทช. หรือ M cot คลื่น 96.5 และ FM 100.5 ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ ก็ยังได้รับความนิมยมและมีการรับชมรับฟังในอัตราที่สูง ถ้าเรามองในเชิงธุรกิจก็ยังมีผลประกอบการที่ดีอยู่ เพราะฉะนั้น กิจการวิทยุก็ยังเดินต่อเนื่องไปได้ ส่วน ‘วิทยุทางเลือก’ ซึ่งเดิมเราเรียกกันว่า ‘วิทยุชุมชน’ ซึ่งไม่ใช่สถานีหลัก ตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย กสทช. แบ่งออก 3 ประเภทคือ 1.ประเภทบริการทางธุรกิจ 2.บริการสาธารณะ 3. บริการชุมชน และจากจำนวนวิทยุชุมชนที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 3,000 สถานีทั่วประเทศ สะท้อนว่าวิทยุสำหรับสังคมไทยและสังคมชนบทก็ยังอยู่คู่กัน ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อกิจการวิทยุกระจายเสียงยังมีความสำคัญอยู่
และวันนี้ในสังคมชนบทเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ บางทีมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุสายตาไม่ดี และไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน ผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนส่วนใหญ่จึงต้องฟังวิทยุเป็นหลัก ประเด็นต่อเมื่อมันยังคงความสำคัญอยู่และจำเป็นที่จะต้องอยู่ แล้วในอนาคตจะเป็นอย่างไร ในประเด็นนี้อยากจะมองใน 2 มิติ คือมิติของสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะกลไกหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ถ้ามองจากมุมของ กสทช. ซึ่งเป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์ก็จะพบว่า กสทช. พยายามที่จะหามาตรการต่าง ๆ มารองรับในหลาย ๆ ด้าน เพื่อปรับปรุงใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องของการผลิต Content ของสื่อวิทยุชุมชนก็ยังพบปัญหาเกิดขึ้นอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโฆษณาอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้หลักของสถานีวิทยุชุมชน แต่ในขณะเดียวกัน บ่อยครั้งก็ได้พบข้อมูลว่า การโฆษณาต่าง ๆ เหล่านั้นมักจะทำผิดกฎหมาย เช่น โฆษณาเกินจริง, สินค้าไม่ได้คุณภาพ ไม่มี อย.องค์การอาหารและยารับรอง ซึ่งก็จะไปเกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย “ประเด็น Content ในลักษณะนี้ของวิทยุชุมชน จะเป็นช่องทางการหารายได้ที่ง่าย และบ่อยครั้งที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งทาง กสทช. เขาก็เชิญผู้ประกอบการวิทยุชุมชนไปอบรมและย้ำเตือนอยู่เสมอในการทำ Content ใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์โดยมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับสังคมและชุมชนอย่างแท้จริง ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งเมื่อชุมชนมีส่วนร่วมด้วยกันก็จะระดมทุนจากชุมชนได้ เพราะส่วนใหญ่สถานีวิทยุชุมชนเหล่านี้จะถือใบอนุญาตประเภทบริการชุมชนหรือบริการสาธารณะ เพราะฉะนั้น เนื้อหาที่ทำต้องตอบโจทย์บริการสังคม ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของการผลิต Content ที่คิดว่ายังไม่มีคุณภาพและประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง
ซึ่งกองทุนสื่อเราเชื่อในเรื่องพลังของ Content ถ้า Content ดี มีสาระ สื่อนั้นก็จะมีคนฟัง เพราะฉะนั้นต้องสร้าง Story ของท้องถิ่นให้มาเป็น Content ให้ได้ โดยไม่ต้องนำข่าวจากส่วนกลางมาเล่าอย่างเดียว สื่อเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความรู้อย่างเดียวไม่พอต้องมีความเชี่ยวชาญด้วย ซึ่งจุดยืนของกองทุนสื่อที่มีต่อเรื่องนี้และในการจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชน คือเราเห็นความสำคัญของกิจการวิทยุว่ามันจะเป็นช่องทางหนึ่งในการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และเผยแพร่สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ เราอยากพัฒนาสถานีหรือองค์กรต้นแบบที่จะเป็นแบบอย่างให้กับสถานีอื่น ๆ แล้วก็ใช้โมเดลของความเป็นต้นแบบหรือเป็นโมเดลเพื่อที่จะนำมาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุน เราจะบอกว่าได้ว่าสถานีที่เราพึงประสงค์ควรจะมีลักษณะแบบไหน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องการที่จะให้มีการพัฒนาสถานีวิทยุต้นแบบ นี่คือภาพรวมในการจัดทำโครงการนี้
ทั้งนี้การจัดทำโครงการ ‘พัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชนนี้ จะเป็นการสร้างทักษะและเสริมองค์ความรู้พื้นฐานให้แก่ผู้ประกอบการ, นักจัดรายการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในสถานี รวมถึงประชาชนทั่วไปที่อยู่ในชุมชนนั้นได้ และมันจะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ด้วย
“เราเชื่อในพลังของสื่อ เราเชื่อว่าสื่อเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เราเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าทุกวันนี้ผู้คนในโลกที่เราสถาปนาหรือก่อรูปความเป็นตัวตนทั้งในความคิดความเชื่อทัศนคติและพฤติกรรมล้วนมาจากสื่อทั้งสิ้น ซึ่งสื่อวิทยุทางเลือกหรือวิทยุชุมชนนี้ก็เป็นสื่อหนึ่งที่จะสามารถมีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้คนได้ สื่อวิทยุชุมชนมันจะมีความหมายมากไปกว่าที่เราเห็น เพราะฉะนั้น ถ้าเราสร้างสื่อนี้ให้ดี มันก็จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมได้ มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานรากได้ ถ้าฐานรากเข้มแข็ง คนเริ่มรู้ว่าการจัดการท้องถิ่นด้วยตัวเขาเองนั้นมีความสำคัญ
การสื่อสารในท้องถิ่นมีความสำคัญ เขาก็จะสามารถที่จะสร้างชุมชนของเขาขึ้นมาให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นได้ และถ้าเราทำจาก 1 ชุมชน ขยายเป็น 5 ชุมชน จากระดับอำเภอมาเป็นระดับจังหวัด จากระดับภาคมาเป็นระดับประเทศ มันก็สามารถที่จะสั่นคลอนมาถึงปัญหาที่มันอยู่ในระดับที่ใหญ่ขึ้นได้
ทางกองทุนสื่อเราเชื่อว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชนนี้ จะสามารถยกระดับมาตรฐานในการทำงานของวิทยุชุมชนให้เป็นมืออาชีพมากขึ้นได้ เป็นความตั้งใจ 100% ของเรา กองทุนสื่อทำโครงการอย่างมีเป้าหมาย เรามีความจริงจัง มีความมุ่งมั่น เพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราต้องการที่จะสร้างเป็น Local Content creator ที่จะมีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศ สามารถที่จะสร้างผลลัพธ์ผลผลิตให้กับสังคมได้อย่างแน่นอน
นอกจากนั้นเราก็มีความมุ่งหวังว่า โครงการนี้จะเกิดคู่มือมาตรฐานจริยธรรมรวมถึงแนวทางที่จะใช้กำกับและฝึกกำกับกันเองในเครือข่ายวิทยุชุมชน เกิดหลักสูตรการอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ทำงานด้านวิทยุชุมชน เกิดเครือข่ายภาคประชาชนในการติดตามและเฝ้าระวังวิทยุชุมชนทั้งในระดับสถานีและในระดับเครือข่าย เกิดบทเรียนการกำกับดูแลกันเองของเครือข่ายวิทยุชุมชนเพื่อที่จะขยายผลในการทำงานสู่สมาชิกสถานีอื่น ๆ เกิดช่องทางในการที่จะให้ผู้ฟังและประชาชนทั่วไปร้องเรียนสถานีได้ในกรณีที่เห็นสิ่งผิดปกติหรือไม่ถูกต้อง
และสุดท้ายเราก็คาดหวังว่า วิทยุชุมชนจะเกิดการปรับตัวในการนำทักษะโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มาปรับใช้กับการทำงาน เพื่อปรับตัวให้ทันกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไปได้
ดร.ธนกร กล่าวปิดท้ายว่า โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายวิทยุชุมชนนี้ จะสามารถช่วยให้เกิดกลไกในการเฝ้าระวังสื่อปลอดภัยและป้องกันสื่อที่ไม่สร้างสรรค์ในชุมชนได้ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ ได้ “เรานึกถึงผู้ที่มีส่วนได้เสียกับสถานีวิทยุชุมชนด้วย คนดูคนฟังก็เป็นสิ่งสำคัญในการที่เขาจะต้องสื่อสาร เราจะสร้างรูปแบบการสื่อสาร 2 ทาง ซึ่งเมื่อเกิดการสื่อสาร 2 ทางแล้ว การที่จะเผยแพร่องค์ความรู้ การเตรียมการในกระบวนการพัฒนาบุคลากร การฝึกอบรม การถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง สถานีก็จะเหมือนเป็นโหนดหรือเป็นเทรนเนอร์ และต้องพร้อมที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทักษะการรู้เท่าทันสื่อมันเป็นทักษะเชิงบวกที่จะใช้ในชีวิตประจำวัน มันเป็นหนึ่งในข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนจะต้องรู้ เพราะฉะนั้นกลไกการทำงานร่วมกัน หรือทำแบบมีส่วนร่วมจึงสำคัญ เพราะกองทุนสื่อก็ไม่ได้เป็นผู้รู้ทุกเรื่อง แต่เราจะสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้น การสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนมันจะเกิดขึ้น สถานีวิทยุชุมชนควรจะจัดเวทีระดมสมอง ระดมความคิดทั้งจากเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในการทำวิทยุชุมชนเอง และประชาชนทั่วไป
ท้ายที่สุด กองทุนสื่อฯ เราเห็นความสำคัญของสื่อดั้งเดิมที่มีผลกระทบกับผู้คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะวิทยุชุมชนมีส่วนสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ เป็นสื่อสำหรับสังคมผู้สูงอายุและเป็นสื่อสำคัญในภาวะวิกฤติที่มีต้นทุนต่ำอีกด้วย และอยากให้ทุกภาคส่วนกำกับดูแลร่วมกันตรงนี้เพื่อชุมชน สังคม และประเทศชาติของเรา”