“ทีมแพทย์ฉุกเฉินไทย” คว้ามาตรฐานโลกชาติแรกในอาเซียน

กทม.4 ก.ย. 2562 • 04:26 น.
“ทีมแพทย์ฉุกเฉินไทย” คว้ามาตรฐานโลกชาติแรกในอาเซียน
ผ่านรับรองจากองค์การอนามัยโลก ผลงานเป็นที่ประจักษ์ช่วยเพื่อนบ้าน จน “Thailand EMT” ได้เป็นเป็นประเทศแรกอาเซียนและที่ 26 ของโลก ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุขกล่าวว่า ได้เป็นตัวแทนรับรางวัลแสดงความยินดีจากองค์การอนามัยโลก ในฐานะที่ประเทศไทยผ่านการรับรองทีม Thailand EMT ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศแรกของอาเซียน และลำดับที่ 26 ของโลก ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมัยที่ 72 (Seventy – Second Session of the WHO Regional Committee for South-East Asia : RC72) เมื่อวันที่ 3 ก.ย.62 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ทั้งนี้ ทีม Thailand EMT ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะภัยพิบัติ เป็นทีมพัฒนาต่อยอดจากทีมเมิร์ท (MERT : Medical Emergency Response Team) ซึ่งก.สาธารณสุข ได้ให้กรมการแพทย์เป็นแกนหลักดำเนินการร่วมกับหน่วยงานกรม กองต่างๆ ในก.สาธารณสุข และหน่วยงานเครือข่ายอื่นๆ เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก.มหาดไทย ก.กลาโหม สภากาชาดไทย สมาคมเวชศาสตร์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย โดยไทยมีทีมเมิร์ทครบทุกจังหวัดตั้งแต่ปี 56 ที่ผ่านมาได้ให้การดูแลรักษาผู้ประสบภัยทั้งในประเทศ รวมทั้งรัฐบาลไทยได้ส่งทีม MERT ไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่เนปาลเมื่อปี 58 และช่วยเหลือกรณีสันเขื่อนเซ-เปียนน้ำน้อยแตกที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปี 61 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมฯเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาหลักสูตรสำหรับทีมบุคลากรทางการแพทย์ และระบบในการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อตอบสนองต่อภาวะภัยพิบัติ ตามนโยบายก.สาธารณสุข ตั้งแต่ปี 51 ซึ่งให้กรมการแพทย์เป็น EMT coordinator/ EMT Focal point หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติทั้งในประเทศเทศหรือภูมิภาค ทีมเมิร์ท สามารถออกปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที อยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่รบกวนทรัพยากรท้องถิ่น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนาทีม EMT จนได้รับการรับรองตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 30-31 ก.ค.62 นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายผลพัฒนาทีม Thailand EMT ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2562 – 2564) ทำให้ไทยเป็นศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์ฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐานสากลต่อไป