อนาถ!ผลตรวจผักผลไม้สารพิษตกค้างหนักถึง 41%/ผักในห้างฯอันตราย!กว่าตลาดสด
กวางตุ้ง คะน้า กะเพรา ผักชี พริก กะหล่ำดอก ส้ม ชมพู ฝรั่ง องุ่น ติดอันดับท็อปสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานสูงสุด พบที่นำเข้าก็มีตกค้างกว่า 33% แต่ของไทยสูงกว่าเกือบ 49% โดยเฉพาะที่ขายในห้าง เจอยาฆ่าแมลงตกค้างสูงกว่าที่ขายในตลาดสด ขณะผักออร์แกนิกส์ยังไม่รอด และยิ่งเลวร้ายยังพบยาฆ่าแมลงที่สั่งเลิกใช้ไปแล้วอีก องค์กรไทยแพน เตรียมจ่อพบรมว.เกษตรฯและรมว.สธ.คนใหม่ จี้เลิกใช้ 3 สารพิษอันตราย ทั้งให้จัดการกับหน่วยงานรัฐที่บกพร่อง-ปล่อยปละ ทั้งเตรียมส่งข้อมูลพบผักพิษในห้างให้บก.ปคบ.เชือด
น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไทยแพน) แถลงผลการตรวจผักและผลไม้ประจำปี 62 ร่วมกับองค์กรภาคีต่างๆ โดยเก็บตัวอย่างทั้งหมด 286 ตัวอย่างจากห้างค้าปลีก ตลาดสดทั่วไปใน กทม. เชียงใหม่ ขอนแก่น ยโสธร สระแก้ว จันทบุรี ราชบุรี และสงขลา ครอบคลุมผัก 15 ชนิด และผลไม้ 9 ชนิดที่นิยมบริโภคทั่วไป ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO-17025 ในประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ผักผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 41%
ผักที่พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานมากที่สุดคือ ผักกวางตุ้ง คะน้า กะเพรา ผักชี พริก กะหล่ำดอก ส่วนผลไม้ที่พบตกค้างมากที่สุดได้แก่ ส้ม ชมพู่ ฝรั่ง องุ่น และถ้าเปรียบเทียบระหว่างผักและผลไม้ที่ปลูกในประเทศกับผลไม้นำเข้าพบว่า ผลไม้นำเข้า พบตกค้าง 33.3% แต่ที่ผลิตในไทยกลับพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงถึง 48.7%
ทั้งยังพบว่าผักผลไม้ที่ขายในห้างค้าปลีกซึ่งแพงกว่าในตลาดทั่วไปหลายเท่านั้น แต่กลับมีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานสูงกว่าตลาดสด โดยพบมากถึง 44% (52 ตัวอย่างจาก 118 ตัวอย่าง) ขณะตลาดสดพบ 39% (66 จาก 168 ตัวอย่าง)
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคืออัตราการตกค้างของผักและผลไม้ในปี 62 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับผลการเฝ้าระวังในปี 60 ซึ่งไทยแพนพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 46% และผักผลไม้ที่ได้ตรารับรองคุณภาพ GAP, GMP พบการตกค้างเหลือ 26% เท่านั้น ส่วนผักผลไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของรัฐ "Organic Thailand" ยังต้องปรับปรุง เพราะพบการตกค้างของสารพิษ 3 ตัวอย่างจาก 6 ตัวอย่าง ขณะที่ตรารับรองเกษตรอินทรีย์อื่น เช่น USDA, EU, Bioagricert, มกท.(สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์) สุ่มไม่พบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน
อีกทั้งยังพบว่าสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างมากที่สุดคือ สารฆ่าเชื้อรา คาร์เบนดาซิม (carbendazim) ซึ่งไม่ได้อนุญาตให้ใช้ในสหรัฐฯนานกว่า10ปีแล้ว เพราะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ แต่กลับพบตกค้างในผักและผลไม้ถึง 57 ตัวอย่าง รองลงมาคือ ไซเปอร์เมทริน อิมิดาคลอร์ฟริด เอซอกซิสโตรบิน และคลอร์ไพริฟอสซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมองของเด็ก
ยิ่งไปกว่านั้นยังพบสารพิษกำจัดศัตรูพืชที่ยกเลิกใช้ไปแล้ว เช่น เมทามิโดฟอส พบสารพิษที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน เช่น คาร์โบฟูราน เมโทมิล และสารซึ่งไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 มากถึง 9 ชนิด เช่น Boscalid, Ethirimol, Fenhexamid, Fluxapyroxad, Isopyrazam, Metrafenone, Proquinazid, Pyrimethanil, Quinoxyfen ซึ่งทั้งหมดล้วนผิดกฎหมายและเป็นความรับผิดชอบของก.กษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ที่ละเลย
ผู้ประสานงานไทยแพนกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเข้าพบ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ หลังโปรดเกล้าฯ แล้ว เพื่อให้ยุติการใช้สารพิษอันตรายร้ายแรง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยเร็วที่สุด และเสนอแนวทางจัดการกับหน่วยราชการที่ปล่อยให้จำหน่าย ส่วนกรณีผักผลไม้ที่ขายในห้างค้าปลีก โดยเฉพาะส่วนที่พบว่ายังมีการใช้สารพิษร้ายแรงที่ไทยได้ห้ามใช้แล้ว จะมอบข้อมูลให้กองบังคับการปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำผิดต่อไป