“นาสารโมเดล” ต้นแบบบริการกู้ชีพฉุกเฉิน
ปัจจุบันระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินนับว่าสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นบริการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินทั้งในสภาวะปกติ และภาวะภัยพิบัติ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล หากมีการลำเลียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินไปโรงพยาบาลไม่ถูกวิธี อาจทำให้อันตรายที่เสี่ยงเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการดูแลรักษาล่าช้า
เรืออากาศเอกนพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน หรือสพฉ. กล่าวว่า การให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่น เป็นสิ่งที่สพฉ.ให้ความสำคัญอย่างมาก ถ้ายิ่งเป็นพื้นที่ห่างไกล หากเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดอัตราเสียชีวิตได้
ปัจจุบันมีหน่วยปฏิบัติการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินที่ครอบคลุมทั่วประเทศกว่าร้อยละ 67ของพื้นที่ ในส่วนอ.บ้านนาสาร จ.สุราษฏร์ธานี นับเป็นหนึ่งในนั้น ที่ดำเนินระบบการแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางบก ทางเรือ อากาศยาน ทั้งที่ตัวพื้นที่จะอยู่ห่างไกล ติดเขาและทะเล จึงถือเป็นต้นแบบการจัดการของการวางระบบให้บริการผ่านสายด่วน 1669
“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินอ.นาสารมีประสิทธิภาพคือ สร้างเครือข่ายในท้องถิ่นร่วมด้วย โดยประสานทั้งโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิภาคเอกชน ทำงานร่วมกัน ทั้งอุปกรณ์ ยานพาหนะ รถ เรือ เครื่องบิน ส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ทำให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ ประชาชนไว้ใจ และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น”
ผลการปฏิบัติการที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ เกิดจากความเข้มแข็งของระบบเครือข่าย ผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกัน อาทิ ทุกทีมร่วมซ้อมแผนรับมือสาธารณภัยอำเภอปีละครั้ง ผ่านจำลองสถานการณ์เสมือนจริง ในทุกรูปแบบ อาทิ การดูแล และใช้เครื่องมือ ขณะลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ เป็นต้น ส่งผลสำคัญต่อการให้บริการมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังส่งต่อไปยังกลุ่มเยาวชน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามาสนับสนุนให้ความรู้เชิงรุกตามโรงเรียนต่างๆ ในการใช้งานสายด่วน1669 เพื่อปลูกฝังให้เป็นเครือข่ายที่ยั่งยืนเกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉินในท้องถิ่น
นพ.จารุวิทย์ บุษบรรณ ผอ.รพ.บ้านนาสารกล่าวว่า ชุดปฏิบัติการกู้ชีพฉุกเฉินที่ อ.บ้านนาสาร เริ่มแรกยังไม่มีเครือข่าย และความพร้อมออกปฏิบัติการ จะใช้เวลามากกว่า 10 นาที จนมาถึงปี 50 รพ.ได้เริ่มพัฒนาบุคลากรพัฒนาระบบสื่อสาร พัฒนาระบบเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยความร่วมมือจากมูลนิธิภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ปัจจุบันทีมงานกู้ชีพฉุกเฉินมีความพร้อมออกปฏิบัติการภายใน 2 นาทีเท่านั้น
“จุดเด่นของการให้บริการกู้ชีพฉุกเฉินของเรา คือ ให้บริการที่รวดเร็ว เป็นผลมาจากมีเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุมทั้งอำเภอ รวม 11 หน่วย โดยเฉพาะความร่วมมือจากทั้งมูลนิธิภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีกิจกรรมพัฒนาการให้บริการร่วมกัน ส่งผลทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น โดยปี 59 สามารถออกให้บริการได้ 3,151 ครั้ง โดยมีผู้ป่วยฉุกเฉินกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขอใช้บริการมากสุดถึง 75%”