รู้จัก-เข้าใจ“คอลลาเจน” กิน ฉีด ทา อย่างไหนได้ผล-สูญเปล่า!

กทม.27 มี.ค. 2562 • 07:26 น.
รู้จัก-เข้าใจ“คอลลาเจน” กิน ฉีด ทา อย่างไหนได้ผล-สูญเปล่า!
โฆษณากันมากมาย กับผลิตภัณฑ์ที่อ้างช่วยให้ผิวใส ตึง อ่อนวัย ด้วย “คอลลาเจน” แล้ว “คอลลาเจน” ดีจริงหรือไม่ และมีผลอย่างไร คุณหมอมีคำตอบให้ดังนี้ นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ อธิบายให้เข้าใจว่า คอลลาเจนคือ โปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันและผิวหนังชั้นหนังแท้โดยคิดเป็นร้อยละ 75 ของน้ำหนักแห้งของผิวหนังทั้งหมด คอลลาเจน จะมีรูปร่างเป็นเกลียวพันกันสามเส้น ซึ่งแต่ละเส้นประกอบด้วย สายเปปไทด์ ซึ่งกระบวนการสร้างคอลลาเจนค่อนข้างซับซ้อนและต้องอาศัยเอนไซม์ แร่ธาตุและสารชีวโมเลกุลหลายชนิด ในแต่ละขั้นตอนย่อยของการสร้างคอลลาเจนช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและมีความทนต่อแรงดึง และทำให้ผิวหนังปกป้องร่างกายจากอันตรายอันจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะในชั้นลึก คอลลาเจน มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งคอลลาเจนชนิดรับประทาน ช่วยสร้างเสริมความยืดหยุ่นของผิวหนังในชั้นหนังแท้ แต่ยังไม่พบหลักฐานทางการแพทย์ที่บ่งชี้ว่าการรับประทานคอลลาเจนจะมีผลให้ผิวขาวขึ้น ขณะที่ คอลลาเจน พบได้ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะส่วนเอ็น ถั่วเหลือง สำหรับ คอลลาเจนในแบบทา ช่วยเคลือบผิวหนังเพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ในผิวหนัง ทางการแพทย์ใช้ในการดูแลแผลชนิดต่างๆ ส่วนคอลลาเจนชนิดฉีด มักได้จากการสกัดจากวัว หรือจากหนังของผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยที่ผ่าตัดลดไขมัน หนังหน้าท้องของผู้ป่วยนำมาสกัดเป็นคอลลาเจนเพื่อฉีดกลับเข้าไปในตัวผู้ป่วยเอง พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนังเสริมว่า ผิวคนสูงอายุหรือสูบบุหรี่มากๆ จะมีความเสื่อมของเส้นใยคอลลาเจน ทำให้เหี่ยวย่น ไม่ชวนมอง ริมฝีปากจะบางลง ไม่อวบอิ่มเหมือนตอนอายุยังน้อย ซึ่งการรักษาโดยฉีดคอลลาเจนมักได้ผลดี แต่ราคาแพงมาก ทั้งผลที่ได้ก็จะไม่ถาวร โดยจะหายไปในเวลาประมาณ 3 เดือน ถึง 1 ปีครึ่ง ผู้ป่วยมักจะต้องรักษาซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป ปัจจุบันมีการนำคอลลาเจนฉีดเพื่อใช้รักษาโรคผิวหนัง เช่น แก้แผลเป็นชนิดบุ๋ม ส่วนคอลลาเจนชนิดทาที่เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น ส่วนมากไม่สามารถซึมซับเข้าไปในผิวหนังได้ เพราะมีโมเลกุลขนาดใหญ่เกินไป จึงไม่มีความจำเป็นที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบดังกล่าว