“2 กูรู” สภาเสาชิงช้า สะท้อนศึกชิงพ่อเมืองกทม. “อย่าขโมยเลือกตั้ง-หมดยุคขายฝัน-เน้นไมโคร”

กทม.4 ม.ค. 2565 • 01:00 น.
 “2 กูรู” สภาเสาชิงช้า สะท้อนศึกชิงพ่อเมืองกทม.                   “อย่าขโมยเลือกตั้ง-หมดยุคขายฝัน-เน้นไมโคร”
ปี 2565 จะเกิดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ได้หรือไม่เป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะถือว่าเป็นการวัดขุมพลังความนิยมพรรคการเมืองแต่ละขั้วได้อย่างไม่ต้องสงสัย จึงจำเป็นที่แต่ละฝ่ายต้องวางกลยุทธ์อย่างรัดกุมเพื่อหวังชัยชนะ ขณะที่คนกรุงเทพฯเองก็เฝ้ารอการเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อให้ได้คนที่มาจากการเลือกตั้งตรงตามวิถีประชาธิปไตย หลังจากที่ถูกแช่แข็ง ต้องอยู่กับผู้ว่าฯกทม.ที่เป็นผลพวงจากอำนาจคสช.มานานกว่า 5 ปี จึงได้เห็นบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยของกทม.ที่เรียกร้องเสียงดังขึ้น ไม่อยากให้ลากยาวไปจนถึงกลางปี 65 ประกอบกับการเลือกตั้งในส่วนท้องถิ่นอื่นๆก็ได้ดำเนินการเสร็จสิ้น จึงมองไม่เห็นเหตุผลว่าจะดึงเกมยื้อออกไปอีกทำไม เพราะหากยิ่งดึงไว้นานก็ส่งผลต่อรัฐบาลที่จะถูกมองว่าไม่จริงใจ ไม่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง แต่ครั้งนี้สิ่งที่เห็นแน่ๆ คือ การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ 2 พรรคใหญ่อย่างในอดีตอีกต่อไป แต่จะแข่งกันที่วิถีทางประชาธิปไตย ให้เป็นไปตามกติกา ล้างผลจากอำนาจเผด็จการคืนประชาธิปไตยให้คนกรุงเลือกพ่อเมืองมาบริหารเมืองหลวงเอง ************************* ศึกครั้งนี้ที่เป็นที่จับตาถึงการแข่งขันที่น่าจะดุเด็ดเผ็ดมัน จากที่เริ่มมีการเปิดหน้าตาว่าที่ผู้สมัครของแต่ละพรรค ทีมข่าวกทม. “สยามรัฐ” ได้พูดคุยกับสองกูรูแห่งสภาเสาชิงช้า อดีตประธานสภากรุงเทพมหานครทั้งคู่และยังสังกัดพรรคใหญ่ ต่างขั้วต่างค่ายที่มาดหมายปักธงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรค ถึงมุมมองในศึกชิงเมืองหลวงรอบนี้ เริ่มด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นอดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้ให้ความเห็นถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า ที่จริงแล้วควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ได้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่เกิดขึ้นเสียที จึงถึงเวลาที่จะต้องมีการเลือกตั้ง เพราะเลยเวลามานานเกินไป ทั้งนี้ การบริหารราชการกทม.แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ (สภากทม.) และฝ่ายบริหาร ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันมีทั้ง 2 ฝ่าย แต่ก็ยังขาดการยึดโยงกับภาคประชาชนอยู่ไม่น้อย เพราะสมาชิกสภากทม.หรือส.ก.ที่มาจากคสช. ไม่ได้ลงไปคลุกคลีรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ต่างจากส.ก.ที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นคนในพื้นที่ที่ประชาชนเลือกเข้ามาจากความเชื่อใจ เห็นผลงานที่ทำ เป็นที่พึ่งให้กับเขา “ผู้ว่าฯกทม.คนปัจจุบัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อยู่มานานเกินไปแล้ว เข้าปีที่ 6 มีการใช้งบประมาณไปมากกว่า 8 แสนล้านบาท ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมให้กับคนกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่คสช.เป็นผู้ที่เลือกเข้ามาเอง ซึ่งการมาเร่งคลอดผลงานในช่วงนี้ ไม่แปลกที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำเพื่อหวังผลหาเสียง แม้ว่าตัวเองจะยังไม่ประกาศตัวลงก็ตาม” อดีตประธานสภากทม. ประเดิมชัยว่า สิ่งที่คนกรุงเทพฯอยากเห็นการแก้ปัญหาจากนี้ เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเพ้อฝัน หรือโครงการขนาดใหญ่ที่ในอดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พยายามขายฝันให้คนคล้อยตาม แต่ปัญหารอบๆ ตัวเรื่องเล็กๆ จะกลายเป็นปัญหาที่เขาอยากเห็นการแก้ไข ปัญหาจราจรมันเป็นปัญหาใหญ่ระดับที่กทม.แก้เองฝ่ายเดียวไม่ได้ จุดนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีอำนาจแก้ได้เบ็ดเสร็จ หากอยากแก้ปัญหาจราจรไม่ต้องไปคิดให้ไกล หรือฝันไกลว่าจะทำระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมโยงกันเพราะไม่ง่าย และถึงแม้ว่ามีระบบเชื่อมโยงแล้วใช่ว่าคนจะใช้เป็นส่วนใหญ่ เขายังต้องใช้ถนนหนทางอยู่ดี ควรหันมาทำทางลัด ทางเชื่อมถนนให้ดีดูจะเป็นประโยชน์เสียกว่า (ภาพจากเพจ BIG TREES) “คนกรุงเทพฯเขาไม่ได้ต้องการถนนเส้นใหม่ๆ เสมอไป แต่เขาต้องการถนนที่ใช้ได้อย่างไหลลื่น สามารถใช้ความเร็วได้อย่างคงที่ ไม่ต้องชะลอ เหยียบเบรค เพราะเจอหลุมบ่อ ทางไม่เรียบ ให้มีเส้นทางลัดเชื่อมถึงกันเพื่อเลี่ยงปัญหาจราจรในเส้นทางหลักๆ ปรับปรุงถนนที่มีนี่แหละให้มันสามารถตอบสนองการใช้งานได้หลากหลายจะเป็นประโยชน์มากกว่า ส่วนเรื่องนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองนั้น ผมมองว่าต้องเปลี่ยนแนวคิดได้แล้ว สวนกลางเมืองต่างๆ ที่ออกกันมามันมีต้นไม้สักกี่ต้น แล้วตามถนนหนทางต้นไม้ได้รับการดูแลเหมาะสมแค่ไหน ก็ยังเห็นตัดกันจนเหี้ยนไม่มีรูปแบบ แล้วอย่างนี้จะกรองฝุ่นได้อย่างไร ควรเน้นให้ประชาชนปลูกต้นไม้ที่บ้าน โดยกทม.มีระบบดูแล เพราะที่ประชาชนเขาไม่อยากปลูกต้นไม้ที่บ้านเพราะไม่รู้ว่าเมื่อโตแล้วจะดูแลอย่างไร ตัดแต่งแบบไหน”
ทั้งนี้ เชื่อว่าคนกรุงเทพฯจะเลือกผู้ว่าฯกทม.จากนโยบายที่ทำได้จริง สัมผัสได้ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว อะไรที่เพ้อฝันคนไม่เลือก หันมาแก้ปัญหาเล็กๆรอบตัว อย่างคนชุมชนเขาแค่ต้องการให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีน้ำมีไฟใช้ มีความปลอดภัย เดินทางสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปแต่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน อะไรที่นำเสนอขายฝันเขารู้เท่าทัน เพราะทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารเยอะขึ้นทำให้สามารถนำมาตัดสินใจได้ นโยบายต้องตอบโจทย์มวลชนคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการให้ชีวิตเขาดีขึ้น สะดวกสบายยิ่งขึ้น
ส.ส.ประเดิมชัยยังว่า แต่ก็ต้องไม่ทิ้งประเด็นการสร้างวาทกรรม ในช่วงโค้งสุดท้ายที่อาจจะมีผลต่อคะแนนคนใดคนหนึ่ง ซึ่งก็เคยปรากฏในยุคก่อนหน้านี้มาแล้ว และก็ต้องไม่ทิ้งประเด็นว่าประชาชนไม่เอาคนที่มาจากรัฐบาล ที่จะเป็นแรงส่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเมืองใหญ่ด้วย ส่วนผลสำรวจจากหลายสำนักโพลที่ออกมาก็ไม่ได้แปลว่าคนที่อยู่อันดับหนึ่งจะวางใจได้ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้จนกว่าจะนับคะแนนใบสุดท้ายเสร็จสิ้น พร้อมกับทิ้งท้ายว่า “การที่บรรดาว่าที่ผู้สมัครต่างทยอยเปิดตัว เปิดหน้ากันก็ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้วัดได้ว่าจะเทคะแนนไปที่ใคร มันเป็นแค่เพียงใช้เวลาในการประชาสัมพันธ์ตัวเองก่อนก็เท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดสีสันในช่วงแรกๆ แต่ก็ช่วยกดดันรัฐบาลได้ไม่น้อย ทำให้รัฐบาลตระหนักว่าตอนนี้คนกรุงเทพฯเขาต้องการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.โดยเร็ว” ************************* ด้านนายกิตพล เชิดชูกิจกุล อดีตประธานสภากทม.ค่ายพรรคประชาธิปัตย์ที่พรรคนี้ยึดหัวหาดเก้าอี้ผู้ว่าฯมาตลอดบอกว่า ทุกครั้งที่ลงพื้นที่พบปะประชาชน จะถูกถามตลอดว่าเมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และสมาชิกสภากทม.หรือส.ก.เพราะที่มีอยู่นั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านได้ ส.ก.ที่มาจากการแต่งตั้งของคสช.30 ท่าน กับ 50 เขตนั้นไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่ต้องดูแลเลย ขาดการเชื่อมโยงกับภาคประชาชนโดยสิ้นเชิง ไม่มีการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาจากปากประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้จะสามารถสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนให้กับฝ่ายบริหารเพื่อนำไปสู่การแก้ไข อย่างจริงจังได้อย่างไร มันจึงเกิดช่องว่าง เกิดความเหลื่อมล้ำ เหมือนเกาไม่ถูกจุด ทำให้เขาเบื่อหน่ายมองว่าเป็นที่พึ่งไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่ควรเปิดทางให้ผู้ที่มีความพร้อมเข้ามาทำงาน อดีตประธานสภากทม.ค่ายพรรคเก่าแก่-ประชาธิปัตย์ ว่า สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2565 นั้น ก็หวังว่าจะสามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้จริงๆไม่มีการดึงเวลาออกไปอีก รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งตนมองว่าไม่มีเหตุผลที่จะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปอีก เพราะหลายพื้นที่หลายจังหวัดก็ได้เลือกตั้งกันไปแล้ว และแน่นอนว่าประชาชนคาดหวังกับพ่อเมืองคนใหม่นี้ ว่าจะเป็นผู้ที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาเมืองหลวงได้ตามอำนาจหน้าที่ ใช้ความรู้ความสามารถ เทคโนโลยีมาช่วยผลักดันในการแก้ปัญหามากขึ้น ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็มีผู้เสนอตัวมาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนบ้างแล้ว แต่ละท่านก็มีประวัติที่ไม่ธรรมดา ส่วนใครจะสมหวังผิดหวังนั้นยังฟันธงไม่ได้ เพราะยังมีเวลาอีกมากในการทำคะแนนกัน “เหตุผลที่ผมมองว่าถึงเวลาต้องมีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ได้เสียทีนั้น เพราะที่ผ่านมาการสะท้อนปัญหาของประชาชนทำได้ไม่สมบูรณ์เลย เมื่อไม่มีการลงพื้นที่ของส.ก.จะเห็นปัญหาได้อย่างไร เมื่อไม่เห็นจะสามารถแนะนำท้วงติงฝ่ายบริหารได้อย่างไร ปัญหาของกทม.ไม่สามารถสรุปได้จากเอกสารเท่านั้น” รวมทั้ง ยังต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการบริหารราชการกทม.แบ่งเป็น 2 ส่วน คือฝ่ายนิติบัญญัติ คือส.ก. และฝ่ายบริหารนำโดยผู้ว่าฯกทม. ซึ่งหากสองส่วนไม่สอดคล้องกันก็ย่อมส่งผลกับการทำงานแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่จะต้องเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.และส.ก.ได้เสียที ทั้งนี้ อดีตประธานสภากทม.-กิตพล มองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นอกจากเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯรอคอยแล้ว ในส่วนของว่าที่ผู้สมัครก็เป็นงานที่ยากเช่นกัน เพราะมีปัจจัยร่วมหลายอย่างส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้ว่าจะลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ก็หวังว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทำให้คนกรุงต้องถูกขโมยโอกาสในการเลือกตั้ง ได้เลือกคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบัน ที่ถูกละเลย