“เปิดมุมมอง”/ เปิดใจ “พ่อบ้านเสาชิงช้า” ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์

กทม.30 ส.ค. 2560 • 06:58 น.
“เปิดมุมมอง”/ เปิดใจ “พ่อบ้านเสาชิงช้า” ภัทรุตม์  ทรรทรานนท์
กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่ถึงปัจจุบัน มีปลัดกทม.แล้วในลำดับที่ 18 นาม ภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ จากการบริหารประเทศในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ปลัดภัทรุตม์ ได้เปิดใจถึงแนวทางการทำงานร่วมกับผู้บริหารฝ่ายการเมืองที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลคสช.ว่ามีความแตกต่างและส่งผลอะไรกับการให้บริการประชาชน... ปลัดภัทรุตม์เผยว่า ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจก่อนเลยว่าการทำงานของกทม.นั้นแบ่งออกเป็น3ส่วนหลักๆ คือ ผู้บริหารฝ่ายการเมือง นั่นคือ ผู้ว่าฯกทม.ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและจากการแต่งตั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติคือ สภากทม. และส่วนสุดท้ายคือข้าราชการประจำ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารงานที่กระทรวงอื่นไม่มี แน่นอนว่า3ส่วนนี้ต้องทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การกำหนดนโยบายของฝ่ายการเมือง สภากทม.ก็ออกข้อบัญญัติตรวจสอบด้านกฎหมายให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปสู่ทิศทางการทำงานของข้าราชการในเรื่องนั้นๆ ในฐานะปลัดกทม. ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำกับดูแลข้าราชการประจำทำงานเข้ากับสองส่วนได้ เพื่อที่จะนำองคาพยพนี้ไปสู่เป้าหมาย แน่นอนว่าการทำงานก็ต้องยึดแนวนโยบายของผู้ว่าฯกทม.ยึดแนวทางความถูกต้องของข้อบัญญัติ ของระเบียบและกฎหมาย และไม่ว่าผู้ว่าฯกทม.จะมาจากรูปแบบวิธีใด การทำงานก็ไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก “ปลัดต้องสามารถเข้าให้ได้กับ3ฝ่ายนี้ เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพ สามารถเสิร์ฟสิ่งที่เป็นงานนโยบายแต่ต้องคำนึงถึงระเบียบกฎหมาย เพื่อให้การขับเคลื่อนสามารถทำได้ไม่สะดุด แน่นอนการทำอย่างนี้ได้จำเป็นต้องดูศักยภาพของบุคลากรคนของผมด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน เขาสามารถรับอะไรได้บ้าง หากคนเก่าไม่มี คนใหม่ต้องเติมอะไร คนเก่าจะต้องปรับอะไรเพื่อให้เข้ากับบริบทในปัจจุบันและสามารถประสานงานกันได้” ปลัดกทม.ย้ำว่า นั่นคือมีมิตรภาพ ประสานทั้งหน่วยงานภายในภายนอกรวมไปถึงประสานไปถึงประชาชน กระจายความร่วมมือให้ถึงประชาชนเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสะท้อนความคิดมาถึงกทม.ได้ เพราะทุกความเห็นเราจำเป็นต้องรับฟังและพยายามปรับแก้ สิ่งไหนที่ท้วงติงมาแล้วมันมีเหตุผลจำเป็นต้องหยุดเราก็ต้องหยุด ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องอยู่ที่ประโยชน์ส่วนรวม ฉะนั้น เอกภาพ ศักยภาพ และมิตรภาพนั้นต้องเดินไปควบคู่กัน “การมีเอกภาพของข้าราชการนั้นไม่ได้หมายความว่าใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่ยังสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เราไม่ปิดกั้นความคิดของแต่ละคน มีสิทธิในการนำเสนอแนวคิดในการทำงาน แต่เมื่อระดมความคิดแล้วผ่านการตัดสินใจแล้วต้องเดินหน้าไป อาจไม่ตรงกับแนวความคิดของบางคน แต่ก็ต้องเดินหน้าไป เพราะจุดมุ่งหมายปลายทางเดียวกัน เพียงเลือกเส้นทางที่ต่างกันเท่านั้น เราคงไม่ปล่อยให้ต่างคนต่างเดินไปในเส้นทางของตัวเองมันมีกฎกติกาที่ต้องมีร่วมกันเพื่อพลังที่เข้มแข็ง” ต่อข้อถามที่ว่า ปัจจุบันศักยภาพของข้าราชการกทม.อยู่ในระดับใดในการผลักดันงานนโยบาย ตนในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดมั่นใจว่าข้าราชการกทม.มีใจที่พร้อมในการทำงาน เพราะสะท้อนออกมาจากการทำงานหลายอย่าง เพราะเขาเข้าใจในบทบาทการทำงานว่าต้องทำงานที่หลากหลาย ภารกิจมากมาย ไม่ว่าจะมีปัญหาในพื้นที่ในอำนาจความรับผิดชอบหรือนอกเหนืออำนาจ เราต้องเข้าไปแก้ปัญหาให้ทั้งหมด ซึ่งเรารู้ว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องสนองตอบประชาชน แต่การมีใจเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ความสามารถของบุคคลก็สำคัญ ซึ่งหากเป็นงานนโยบายเราก็ต้องสนองตอบในระดับที่ดีด้วย “คำว่า Nowนั้นไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้เสร็จทันทีเดี๋ยวนี้ เพราะบางอย่างมันมีขั้นตอน กระบวนการ มีกรอบกฎหมาย อาจทำไม่เสร็จวันนี้เดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่ถือว่าขัดนโยบายอะไร เพียงเราต้องมีความสามารถรู้ลำดับขั้นตอนว่าเป็นอย่างไรแต่ต้องเริ่มทำงานทันที ปัญหาอุปสรรคตรงจุดไหนมาคุยกัน อาจทำได้ 10-20 % ที่เหลือเป็นอำนาจของหน่วยงานอื่นก็มาคุยกันไม่โยนความรับผิดชอบกันไปมา วิเคราะห์รู้ขั้นตอน ทำให้ถูกต้องตามระเบียบตามกฎหมายนี่คือการทำงานตามนโยบาย Nowอย่างแท้จริง” ภารกิจที่ข้าราชการประจำริเริ่มและอาจสอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายการเมือง ในปัจจุบันนอกจากทำงานในหน้าที่ประจำแล้วก็จำเป็นต้องตอบสนองนโยบายของผู้ว่าฯกทม.ด้วย แต่อันที่จริงงานหลายๆ ส่วนก็อยู่ในกรอบการทำงานของข้าราชการอยู่แล้ว แต่อาจมีระยะเวลาที่ทำต่างกันไป แต่เป้าหมายของทั้งผู้ว่าฯกทม.และข้าราชการก็อยู่ที่ประชาชนไม่ต่างกัน ทุกคนคิดค้นนำเสนอได้เพียงจำเป็นต้องลำดับความสำคัญเร่งด่วนก่อนหลัง การแก้ปัญหาของกทม.นั้นถือเป็นงานที่หนักแต่หากทำสำเร็จผมเชื่อว่าทุกคนภูมิใจ เมื่อถามนิยามสไตล์การทำงาน ปลัดกทม.ระบุก็เป็นเรื่องที่ยากเหมือนกันเพราะไม่มีสไตล์อะไรเป็นพิเศษ แต่หากถามว่ามีหลักอะไรในการทำงานเพื่อให้นำคนกทม.ไปสู่เป้าหมาย ตนใช้หลักนี้ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการจนถึงทุกวันนี้ คือ “ทำทันที” ซึ่งเป็นหลักการทำงานที่ได้รับคำแนะนำมาจากท่านตรี ภวภูตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนในขณะนั้นและต่อมาท่านเป็นปลัดกทม. “ท่านบอกว่า “จะทำงานอะไรก็ตาม หรืองานที่มาถึงมือเราแล้วอย่าเก็บงานไว้ ให้รีบทำงานให้เสร็จ เพราะยังมีคนจะต้องทำงานต่อจากเรา” ผมมองว่าเป็นการทำงานดังเช่นนโยบายNowนี่แหละ ที่ต้องทำทันที ซึ่งผมใช้แนวความคิดนี้เป็นหลักในการทำงานเสมอมา ไม่ว่าจะทำงานอะไรที่เข้ามาถึงมือแล้วรีบทำไม่แช่ทำอย่างเต็มที่ เพราะกว่าจะออกไปเป็นรูปธรรมถึงมือประชาชนมันใช้เวลา ถ้าเราช้าประชาชนก็ได้ประโยชน์จากการนั้นช้า” แต่การที่จะทำงานเร็วก็ต้องมีคุณภาพไม่ใช่เป็นการทำงานให้พ้นตัว ยกตัวอย่าง การทำบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่อาจมองเป็นเรื่องธรรมดาเพราะทำอยู่ทุกวัน แต่หากผู้ที่มาทำบัตรเป็นนักธุรกิจที่ต้องใช้บัตรที่เราออกให้ไปทำธุรกิจการค้าสร้างประโยชน์ให้ประเทศการทำงานช้าของเราอาจกระทบกับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับก็เป็นได้... นี่แหละสไตล์ปลัดกทม.คนปัจจุบัน ภัทรุตม์ ทรรทานนท์ "นารีนาฏ ภัยวิมุติ"