จับตา!ธุรกิจประกัน ฝ่าวิกฤตพลังงาน

บอย อินชัวร์
ต้องยอมรับว่า บริษัทประกันวินาศภัยไทยได้รับผลกระทบที่ผ่านๆมาจากภัยสงครามและวิกฤตพลังงาน แทบจะน้อยมาก หากจะมีก็ช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรืออย่างเคสความไม่สงบจากการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูขาที่กระทรวงพลังงานและสำนักงานคปภ.ได้รับหนังสือจากเจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. ต.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้ขอความช่วยเหลือจากผลกระทบการยิงระเบิด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา โดยกระทรวงพลังงานต้องหารือกับ คปภ.หาแนวทางช่วยเหลือเจ้าของปั๊มน้ำมันและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จนท้ายสุดคปภ.ได้สั่งบริษัทประกันฯ ห้ามปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม โดยชี้ว่าไม่ใช่สงคราม เป็นเพียงแค่การปะทะเท่านั้นไม่ได้เกิดจากราคาน้ำมันโดยตรง
จนเหตุภัยสงครามมาครุกรุ่นจนจุดชนวนระเบิดจนเกิดวิกฤตพลังงานล่าสุด ก็มาจากเหตุปะทะระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯจนลุกลามการขนส่งทางเรือโลกที่ช่องแคบฮอร์มุซจนได้ เมื่อมีเรือบรรทุกน้ำมันเสียหายกว่า 150 ลำ จึงเป็นที่มาบริษัทประกันยกเลิกคุ้มครองภัยสงคราม หลังเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกโจมตี ได้รับความเสียหาย หรือจำเป็นต้องจอดทอดสมอ ขณะที่บริษัทประกันภัยทางทะเลทยอยยกเลิกความคุ้มครองความเสี่ยงสงครามในภูมิภาคอ่าวตะวันออกกลาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันพุ่งสูงทันทีด้วย
โดยจากข้อมูลการเดินเรือระบุว่า การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ระหว่างอิหร่านและโอมาน และรองรับน้ำมันราวหนึ่งในห้าของปริมาณที่โลกบริโภค รวมถึงก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล ได้ชะงักงันเกือบทั้งหมด หลังเกิดเหตุโจมตีเรือหลายลำ ท่ามกลางปฏิบัติการตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล จนในเวลาต่อมาบริษัทประกันภัยทางทะเลรายใหญ่ อาทิ Gard, Skuld, NorthStandard, London P&I Club และ American Club ได้ประกาศยกเลิกความคุ้มครองความเสี่ยงสงครามสำหรับเรือในภูมิภาค โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการเดินเรือต้องจัดหากรมธรรม์ใหม่ในอัตราเบี้ยประกันที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตามแม้ในภาพรวมขณะนี้บริษัทประกันจะยังไม่เห็นภาพได้รับผลกระทบชัดเจน แต่คงยังไม่เห็นผลกระทบหนักสาหัสออกมาโดยตรง แต่หากภาวะสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อต่อไป คงไม่เกิดผลดีแน่ธุรกิจประกัน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบเร็วภายใน 1 เดือน (กรณี 1) ผลกระทบต่อไทยจะอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์/บาร์เรล และส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.2% และเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกในระยะสั้นเท่านั้น
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เกินกว่า 3 เดือน (กรณี 2) ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่ามีโอกาสเกิดมากขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม โดยผลกระทบจะผ่านทางช่องทางการพึ่งพาพลังงานสูง ซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบกว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แน่นอนย่อมหนีไม่พ้นตามมาคือการปรับตัวสูงขึ้นของเงินเฟ้อค่าใช้จ่ายต่างๆเกิดขึ้นตามมา เช่นเดียวกับธุรกิจประกันคงหนีไม่พ้นได้รับผลพวงจากการถีบตัวของเงินเฟ้อจากการขึ้นค่าแรงค่าอะไหล่จากการซ่อมรถ รวมถึงลุกลามไปถึงอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย
แต่ที่แน่ๆกรณีวิกฤติพลังงานจากต้นตอภัยสงครามเมื่อยืดเยื้อยาวออกไปเข่นนี้ การรณรงค์ในการประหยัดพลังงาน หรือWFH ของภาครัฐ ย่อมทำให้กิจกรรมทางสังคมหรือเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือ แม้แต่ท่องเที่ยวตปท.ย่อมซาหรือทยอยลดลงหรือประปรายลง รวมถึงกิจกรรมประขุมทางไกลโดยผ่านกระบวนการออนไลน์ การหาปรึกษาแพทย์ออนไลน์หรือ เทเลเมดิซีนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง และภาวนาอย่าให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายเลยเถิดถึงขั้นขาดน้ำมันและไฟฟ้าจนเกิดการล้อคดาวน์เช่นการระบาดโควิด19 กลับมาหลอกหลอนอีกเลย เพราะอดีตที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ดาวน์และประกาศเคอร์ฟิว จนเคยถล่มธุรกิจค้าปลีก และฉุดความเชื่อมั่นดิ่งสุดรอบ 16 เดือนมาแล้ว โดย ติดลบถึง70% เสียหายถึง 2.7 แสนล้าน จนกระทบต่อ ร้านค้าถึง100,000 ร้านค้า ที่ต้องปิดกิจการ และมีผู้คนตกงานกว่าล้านคน
นอกเหนิอจากผลกระทบที่เกรงกันว่าจะเกิดขึ้นจากยอดขายหรือรายได้เบี้ยประกันตกและแนวโน้มเคลมส฿งขึ้นจากการถีบตัวของเงินเฟ้อแล้ว การเฉลี่ยจ่ายสินไหมหรือเคลมน่าจะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ท่ามกลางรายได้จากการลงทุนก็น่ากังวลไม่น้อย โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นและการถือครองหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงไม่น้อย ทั้งที่ในยุคผ่อนคลายนืดหยุ่นกฏเหล็กการลงทุนของบริษัทประกันในประเภทการลงทุนต่างๆดีขึ้น พร้อมๆกับปรับยืดหยุ่นRisk charge ความเสี่ยภัยเพื่อเอื้ออำนายให้บริษัทประกันลงทุนในหลักทรัพย์ในตลท.มากขึ้น ก็อดเป็นเรื่องน่าห่วงไม่
สุดท้ายนี้คงต้องจับตาดูว่า บริษัทประกันจะเดินเกมปรับกลยุทธ์เอาตัวให้รอดในวิบากกรรมของภาวะวิกฤตพลังงานระหว่างนี้ไปได้อย่างไร คงต้องขอเอาใจช่วย
#ธุรกิจประกัน #วิกฤตพลังงาน #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจไทย #ประกันภัย #ตะวันออกกลาง #siamrathonline