สงครามยูเครนกำลังยกระดับใหม่ แต่ปัญหาภายในสหรัฐฯ กลับยืดเยื้อ
คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าสงครามที่เกิดขึ้นมาและมีความยืดเยื้อที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ รัสเซีย กับ ยูเครน ขณะนี้กำลังยกระดับใหม่ สืบเนื่องมาจาก “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาประกาศข่มขู่รัสเซียอยู่ในเชิงว่า “จะส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์กอันทันสมัยให้แก่ยูเครน เพื่อนำไปเผชิญหน้าสู้รบกับรัสเซีย”
ดูเหมือนว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องปักหลักรับปัญหาภายในประเทศหลายหลากที่กำลัง ประเดประดัง เข้ามา!!! และดูเหมือนว่าปัญหาหนักหน่วงที่สุดของเขาในขณะนี้ก็คือ การที่ชาวอเมริกันพากันออกมากล่าวตำหนิติเตียนประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับเรื่องปัญหาการปิดหน่วยงานรัฐบาลในสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกกันว่า “ชัตดาวน์” ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2025 เป็นต้นมา แถมดูเหมือนว่าขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ร่วงหล่นตกลงมาเหลือแค่เพียง 37% เท่านั้น นับว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เขาก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาว
สำหรับปัญหาด้านการชัตดาวน์ ปรากฏว่าขณะนี้ พรรคเดโมแครต พากันออกมาผนึกพลังโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์มาโดยตลอดทุก ๆ วัน และตามติดมาด้วยการที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ออกมาเร่งรุดให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการชัตดาวน์ลงโดยเร็ว จากผลการหยั่งเสียงครั้งล่าสุดของ “สถานีโทรทัศน์ช่องซีบีเอส” ที่ว่า มีคนอเมริกัน 39% ได้ออกมากล่าวตำหนิประธานาธิบดีทรัมป์และบรรดานักการเมืองของค่าย พรรครีพับลิกัน และมีคนอเมริกัน 30% ออกมาตำหนินักการเมืองของพรรคเดโมแครต ส่วนคนอเมริกันอีก 31% กล่าวตำหนิติเตียนนักการเมืองทั้งสองค่ายพรรคยักษ์ใหญ่ ทั้งนี้มีความคิดเห็นของบรรดาฐานเสียงที่นิยมชมชอบต่อพรรคเดโมแครตทั่วประเทศถึง 48% ออกมาลงความเห็นในทำนองที่ว่า น่ายกย่องนักการเมืองพรรคเดโมแครตที่ยืนหยัดมุ่งที่จะให้ยุติการชัตดาวน์ในครั้งนี้โดยด่วน
ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องการชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ในขณะนี้กำลังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนมีผลทำให้ราคาสินค้าด้านอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงมากขึ้นตามลำดับ ส่วนบรรดาพนักงานของภาครัฐกว่า 750,000 คน ที่ต้องถูก ลอยแพ ในการชัตดาวน์ขณะนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังได้รับความ กระทบกระเทือน กันอย่างรุนแรง สืบเนื่องมาจากถึงแม้ว่าในการชัตดาวน์ครั้งนี้ พวกเขาสามารถจะไปทำงานได้ตามปรกติก็ตาม แต่พวกเขากลับไม่ได้รับเงินเดือน ที่แน่นอนว่าพวกเขาและครอบครัวจะต้องได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ส่วนกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งส่งทหารจำนวน 300 นาย ไปยัง นครชิคาโก โดยอ้างว่า “เพื่อรักษาความสงบ” แต่กลับปรากฏว่าถูกศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลาง บล็อกคำสั่ง ของประธานาธิบดีทรัมป์ตามข้อเรียกร้องของ “ผู้ว่าฯรัฐ เจบี พริทซ์เคอร์” มหาเศรษฐีนักการเมืองของค่ายพรรคเดโมแครต โดยผู้ว่าฯท่านนี้ได้ออกมากล่าวอ้างว่า “ขณะนี้สถานการณ์ของนครชิคาโกอยู่ในโหมดปกติ แถมขณะนี้สถิติทางด้านการเกิดอาชญากรรมของนครชิคาโกก็ลดลงถึง 32% และการใช้อาวุธปืนก็ลดลงไปถึง 37% อีกด้วย” เมื่อได้ยินเยี่ยงนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ก็เกิดอาการโมโหโกรธาออกมากล่าวข่มขู่ว่า “จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปจับกุมผู้ว่าฯพริทซ์เคอร์ แต่กลับปรากฏว่ามิมีผลทำให้ผู้ว่าฯท่านนี้เกรงกลัวแต่อย่างใด กลับออกมากล่าวท้าทายให้ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งจับเขาโดยไว แต่มีข้อแม้ว่า จะต้องมีเหตุผลว่าเขาทำผิดในข้อหาอะไร? แถมท่านผู้ว่าฯยังได้กล่าวอ้างอีกว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต่างหากละ ที่น่าจะโดนจับกุมเพราะเป็นอาชญากรที่แท้จริง”
ดูเหมือนว่าขณะที่ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้กำลังต้องการการแก้ไข แต่กลับได้รับการ เพิกเฉย จนมีผลทำให้คนอเมริกันและฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์อดรนทนไม่ได้ วางแผนที่จะพากันออกมาประท้วงอย่างหนักทั่วประเทศในวันที่ 18 ตุลาคม 2025 นี้ ที่พวกเขาเรียกการประท้วงนี้ว่า “No Kings Protests” ดูเหมือนว่าการประท้วงที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้มีการวางแผนล่วงหน้ากันมานานแล้ว และจะเป็นการประท้วงครั้งยิ่งใหญ่ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมากล่าวข่มขู่ว่า หากมีการประท้วงเกิดขึ้น เขาก็จะสั่งให้มีมาตรการทำโทษต่อบรรดาผู้ประท้วงขั้นรุนแรงที่สุด
หากจะลองวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ภายในประเทศที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญอยู่นับว่าเป็นสถานการณ์ในขณะนี้ ดูเหมือนว่า เขากำลังรับบทเอาหลังพิงข้างฝาที่สร้างด้วยอิฐโบกปูนซีเมนต์ตั้งรับ รอเรื่องที่กำลังจะถาโถมเข้ามาหา!!!
ส่วนผลงานที่ประธานาธิบดีทรัมป์คิดว่าจะเป็น ชิ้นโบว์แดง ในการที่เขาเข้าไปมีส่วนสำคัญทำให้การขัดแย้งระหว่าง อิสราเอล กับ ฮามาส ยุติการหยุดยิงลงนั้น อาจจะไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เท่าที่ควร
และล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2025 นี้ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกเดินทางไปยังประเทศ อิสราเอล ในการให้คำสัมภาษณ์ เขาได้กล่าวประกาศข่มขู่ต่อ “ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน” ในทำนองที่ว่า สหรัฐฯ อาจจะส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์กพิสัยไกลไปให้ยูเครน” มอง ๆ ไปแล้วดูเหมือนเป็นการบ่งชี้ว่า การที่เขาออกมาประกาศเยี่ยงนี้ อาจจะเป็นการเพิ่มความกดดันต่อประธานาธิบดีปูตินให้ยุติสงครามลงเสียที โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “ลองดูกันต่อไป ถ้าหากสงครามยูเครนยังไม่ยุติลง ข้าพเจ้าก็จะส่งโทมาฮอว์กให้กับยูเครนจริง ๆ”
ดูเหมือนว่าความคิดของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการจะส่งขีปนาวุธโทมาฮอว์กไปให้กับยูเครนนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้พูดคุยสนทนากับ “ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี” ของยูเครน และดูเหมือนว่าแนวความคิดดังกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียบุกเข้าไปโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในเครือข่ายด้านกระแสไฟฟ้าของยูเครน เมื่อสองคืนก่อนหน้านี้นั่นเอง
อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีปูตินเคยออกมากล่าวก่อนหน้านี้ว่า “การที่สหรัฐฯ จะส่งขีปนาวุธพิสัยไกลให้แก่ยูเครน อาจจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความสัมพันธภาพอันดีของสหรัฐฯ กับรัสเซียที่เคยมีมา” และเมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาประกาศว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่ายูเครนสามารถนำเอาดินแดนทั้งหมดที่เคยถูกรัสเซียยึดไปกลับคืนมา” ซึ่งถือได้ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนท่าทีกลับมา จูบปากหอมแก้ม กับยูเครน!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น การที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินต่อผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ดูเหมือนว่าอาจจะมิใช่เป็นการขู่เพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นเพราะว่า เขาหมดความอดทนกับ “ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน” ในการเจรจายุติสงครามยูเครนอีกต่อไปแล้ว และยังดูเหมือนว่า เขาต้องการที่จะเรียกคะแนนนิยมของเขาที่กำลังร่วงหล่นแบบสุด ๆ ให้กลับคืนมา และหากว่าประธานาธิบดีปูตินยังคงเพิกเฉยหยุดนิ่งไม่ยอมตอบสนอง ดูเหมือนว่าอาจจะกลายเป็นฉนวนจุดให้เกิดสงครามในวงกว้างที่จะเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียครั้งใหญ่ยักษ์ละครับ
#คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ #สงครามยูเครน #รัสเซียยูเครน #โดนัลด์ทรัมป์ #การเมืองสหรัฐ #NoKingsProtests #วิวัฒน์เศรษฐช่วย