สมรภูมิชิงเก้าอี้ "ผู้นำเพื่อไทย" เกมบาลานซ์อำนาจ ต้าน "สุริยะ" หนุน "จาตุรนต์" ผงาด !

สมรภูมิชิงเก้าอี้ "ผู้นำเพื่อไทย" เกมบาลานซ์อำนาจ ต้าน "สุริยะ" หนุน "จาตุรนต์" ผงาด !

การประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 31 ตุลาคม 68 นี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ตามวาระเท่านั้น หากแต่เป็น สมรภูมิชิงตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคคนใหม่" ที่จะมาแทน "แพทองธาร ชินวัตร" ซึ่งได้ลาออกไปแล้ว ท่ามกลางเดิมพันสูงในการกำหนดทิศทางของพรรคแกนนำรัฐบาล !

ขณะนี้ รายชื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยปรากฏออกมา 4 รายชื่อที่น่าจับตา ได้แก่ จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่, พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค, และ สุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ

ทว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ชื่อของ จาตุรนต์ ฉายแสง กลับเป็นที่กล่าวขวัญและได้รับแรงเชียร์อย่างมากจาก สส.ภายในพรรคเพื่อไทยมากกว่าผู้ใด

ความเคลื่อนไหวนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลที่หนักแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุมมองจาก สส.หลายคน เช่น สมคิด เชื้อคง และ วรชัย เหมะ ที่เห็นตรงกันว่า จาตุรนต์ เป็นนักการเมืองที่มากประสบการณ์ มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และมีความรู้ความสามารถรอบด้านอย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเบื้องลึกของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือ ความพยายาม "ถ่วงดุลอำนาจ" ภายในพรรคเพื่อไทย จากกลุ่มก๊วนภายใน

แรงหนุนที่แข็งแกร่งต่อจาตุรนต์ มีเป้าหมายด้านหนึ่งคือการ ต้านทานบทบาทของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรค ไม่ต้องการให้ สุริยะ มีอิทธิพลในการกำหนดตำแหน่ง "แม่ทัพ" ของพรรค ด้วยการผลักดัน พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งมีสถานะเป็นหลานชายของตนเองขึ้นมานำทัพ

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินอย่างเข้มข้นว่า หากตำแหน่งผู้นำตกเป็นของ พงศ์กวิน อาจทำให้พรรคเพื่อไทยขาด "จุดขาย" ในการแข่งขันกับหัวหน้าพรรคอื่น ๆ และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ จะยิ่งทำให้เกิดภาวะ "เลือดไหล" ออกจากพรรคอย่างรุนแรงตามมาอย่างแน่นอน

แรงสนับสนุนที่สำคัญต่อนายจาตุรนต์นั้นจึงมาจากสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือ สส.ภายในพรรคที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ สุริยะ ซึ่งยังมี "สมศักดิ์ เทพสุทิน" แกนนำคนสำคัญ ซึ่งทั้งคู่มีความใกล้ชิด นิดที่เรียกว่า ไปไหนไปกัน ย้ายพรรคไปอยู่พรรคใด ก็จับมือกันไปตลอด

ส่วนกลุ่มที่สอง คือ แรงหนุนสำคัญที่มาจาก "กลุ่มคนเดือนตุลา" ซึ่งมีแกนหลักที่ทรงอิทธิพล อาทิ ภูมิธรรม เวชยชัย และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ต้องไม่ลืมว่า จาตุรนต์เอง ก็คือหนึ่งในอดีตนักศึกษาเจ้าของรหัส "สหายสุภาพ" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนเดือนตุลาเช่นกัน

การเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการหา "แม่ทัพคนใหม่" ไม่ว่าจะขึ้นตรงต่อ "บ้านชินวัตร" หรือไม่ก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่อาจการส่งสัญญาณถึงการจัดระเบียบอำนาจภายใน และการยืนยันอัตลักษณ์ทางการเมืองที่พรรคต้องการใช้ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายในอนาคต