ไขรหัสราคา "ไข่ไก่ไทย" รัฐบาลไหน "ถูกสุด-แพงสุด" !?

ไขรหัสราคา "ไข่ไก่ไทย" รัฐบาลไหน "ถูกสุด-แพงสุด" !?

ราคาไข่ไก่ ซึ่งเป็น โปรตีนพื้นฐาน และ ดัชนีสำคัญของต้นทุนการครองชีพ ของประชาชน ได้กลายเป็นประเด็นเปรียบเทียบทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สู่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน และมาจนถึงช่วงการบริหารจัดการอุปทานที่ซับซ้อนภายใต้รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล การวิเคราะห์ด้วยข้อมูลที่อัปเดตจะช่วยไขคำตอบว่า สถิติราคาไข่ไก่ ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลใด และสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

ตลอดระยะเวลากว่าเก้าปีในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มได้แสดงความผันผวนอย่างรุนแรง โดยราคาเคยปรับตัวสูงขึ้นไปแตะระดับประมาณ 3.50 บาทต่อฟอง (ข้อมูลค้นพบย้อนหลังพบว่าเคยปรับขึ้นสูงสุดในบางช่วงถึงประมาณ 3.60 บาทต่อฟอง ในช่วงปลายปี 2565-กลางปี 2566) ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไม่ใช่เรื่องของนโยบายรัฐโดยตรง หากแต่เป็นผลพวงจาก วิกฤตการณ์ภายนอกประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อ ต้นทุนการผลิต อย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญกว่า 60-70% ของการเลี้ยงไก่ไข่ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระ "ไข่แพง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่ได้สร้าง สถิติใหม่ ขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นของ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน (เริ่ม ก.ย.2566) โดยมีรายงานราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเคยพุ่งทะยานไปสูงถึง 4.10 บาทต่อฟอง (แม้ข้อมูลค้นพบจะยังไม่ยืนยันตัวเลข 4.10 อย่างเป็นทางการสำหรับราคาคละหน้าฟาร์ม แต่มีรายงานราคาสูงสุดที่ 4.00 บาทต่อฟอง ในช่วงก่อนหน้านั้น ซึ่งสูงกว่ายุคก่อนหน้ามาก และเป็นการแตะเพดานที่ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์) ซึ่งราคาสถิติสูงสุดนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่ยังคงสูงของยุคก่อนหน้า ผนวกกับ ปัจจัยด้านสภาพอากาศร้อนจัด ในช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลให้แม่ไก่เกิดความเครียด ออกไข่น้อยลง และไข่มีขนาดเล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่สมดุลระหว่างอุปทานที่ลดลงและต้นทุนที่สูงต่อเนื่อง จึงเป็นตัวฉุดให้ราคาขายปลีกและขายส่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงปีก่อนหน้ามาก ดังนั้น หากพิจารณาตามข้อมูลสถิติราคาที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ปรากฏในข่าวอย่างชัดเจน (ถึงแม้จะมีราคายืนพื้นอยู่ที่ 3.60-4.00 บาทต่อฟองในหลายช่วง) จึงถือได้ว่าช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เป็นช่วงที่ราคาไข่ไก่ทำลายสถิติ "แพงที่สุด" ในระยะเวลาอันสั้น

ในทางกลับกัน ความเคลื่อนไหวของราคาไข่ไก่ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในช่วงปลายปี 2568 ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีรายงานว่า "ไข่ไก่รัฐบาลอนุทิน" ราคาได้ดิ่งลงต่อเนื่องจนเหลือฟองละ 3 บาท ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นราคาที่ ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี และเป็นการปรับลดราคาลง 20 สตางค์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 การปรับลดราคานี้มาจากความเห็นชอบของสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ แต่แหล่งข่าวในวงการได้ระบุถึงปัญหาหลักที่ทำให้ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว คือ ภาวะการกักตุนและการขายแบบ "ดัมพ์ราคา" ของรายใหญ่ ที่เร่งระบายผลผลิต ขณะที่รายย่อยประสบปัญหาในการหาซื้อลูกไก่มาเลี้ยง ทำให้ต้องยื้ออายุการเลี้ยงไก่ยืนกรง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึง กลไกตลาดแบบ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" และความเปราะบางของผู้ประกอบการรายย่อย บ่งชี้ว่าภาวะ "ไข่ถูก" ในระยะสั้นกำลังแลกมาด้วยความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมในระยะยาว

แต่จะสรุปว่ารัฐบาลใดทำให้ "ราคาไข่ถูก" หรือ "ราคาไข่แพง" โดยพิจารณาเพียงตัวเลขราคา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งอาจไม่ยุติธรรมนัก เพราะหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกลไกราคาไข่ไก่คือปัจจัยด้าน ต้นทุนและอุปทาน ไม่ว่าจะเป็น

ราคาอาหารสัตว์: มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน และความแปรปรวนของผลผลิตทางการเกษตรในตลาดโลก

ค่าพลังงานและค่าแรง: ต้นทุนในการบริหารจัดการฟาร์มและการผลิตที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

อุปทานที่ลดลง: จากภาวะ อากาศแปรปรวน (Heat Stress) หรือโรคระบาด

การบริหารจัดการภายใน: ปัญหาการควบคุมการผลิต (การปลดแม่ไก่) การกักตุนสินค้า และการเข้ามาตีตลาดของ "ไข่ไก่มาเลย์" หรือปัญหาการส่งออกที่ชะงักงัน

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้เพียง การควบคุม ดูแล และบรรเทาผลกระทบ ด้วย มาตรการพยุงราคา หรือ การจัดการโควตานำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ไก่ไข่ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของผู้บริโภคและเสถียรภาพของเกษตรกรรายย่อยเท่านั้น