ส้มแหกเทา แดงเอาคืน น้ำเงินยื่นดาบ(ยุบสภา)
ทวี สุรฤทธิกุล
การเมืองไทยในช่วงนี้ถ้าเป็นมวยไทยน่าจะอยู่ยกสุดท้าย ปี่กลองเร่งรัวในทำนอง “สะระหม่า” เร่งเร้าให้นักมวยเข้าฟาดฟัดกันให้สุดกำลัง ในขณะที่กองเชียร์ก็สนุกสุดขีด เหมือนได้ยินเสียงว่า “ฆ่ามัน ๆ”
ในห้วงที่มีการปล่อยข่าวกันว่า นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี อาจจะยุบสภาให้เร็วขึ้น จากเดิมที่นายอนุทินเคยพูดไว้ว่าจะเป็นปลายเดือนมกราคม ต้นปีหน้า ก็อาจจะมายุบเอาในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เพื่อที่จะหลบเลี่ยงการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะยื่นเข้าสู่สภาอย่างแน่นอน โดยอาจจะรอให้ถึงวันเปิดสภาในวันที่ 02 ธันวาคม หรืออาจจะขอยื่นเปิดสภาสมัยวิสามัญ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การยื่นของพรรคเพื่อไทย แต่กลายเป็นว่าอาจจะเป็นโอกาสของพรรคประชาชนที่จะได้ร่วมผสมโรงถล่มใครบางคนในรัฐบาลของนายอนุทินนี้ด้วย ซึ่งนั่นก็แสดงถึง “รอยร้าว” ในรัฐบาล ไม่เพียงแต่พรรคประชาชนต้องการจะ “แหก” ใครบางคนให้ออกจากรัฐบาลแล้ว แต่ก็คือแสดงว่าพรรคประชาชนนั่นเองกำลัง “ฉีก” ตัวเองจากการที่เป็นนั่งร้านค้ำจุนรัฐบาลนี้อยู่ด้วย นั่นก็คือรัฐบาลนี้จะต้องล้มครืนลงในทันที พร้อมกับถูกประทับความมัวหมอง ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปก็ต้องเสียศูนย์หรือเสื่อมความนิยมไปได้ ดังนั้นการยุบสภาหนีการอภิปรายน่าจะเป็นหนทางที่ต้องกระทำเพื่อความอยู่รอดต่อไปของรัฐบาลชุดนี้
ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนก็เชื่อว่านายอนุทินน่าจะยุบสภาเร็วขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ใช่เหตุผลว่า “กลัวการอภิปราย” เพราะลำพังโดยเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยใช้ขอเปิดอภิปรายและพรรคประชาชนจะผสมโรงอภิปรายด้วยนั้น ก็น่าจะเป็นเรื่อง “ธุรกิจสีเทา” ของนักการเมืองร่วมรัฐบาลจำนวนหนึ่ง แม้ว่าบางเรื่องอาจจะเชื่อมโยงมายังตัวนายอนุทินนั้นด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสอะไร เพราะในเรื่องเหล่านี้นักการเมืองไทยมีความหน้าด้านหน้าทนเอาตัวรอดในสภาไปได้อยู่แล้ว อีกทั้งถ้ามีหลักฐานชัดเจนก็สามารถส่งให้ศาลคดีทุจริตสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอาผิดได้โดยตรง รวมถึงถ้าจะแซะเอานายกรัฐมนตรีออก ใครก็ได้ไม่เฉพาะแต่สมาชิกรัฐสภา ก็สามารถยืนเรื่องถึง ปปช.ให้ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อถอดถอนด้วยความผิดเกี่ยวกับจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั่นได้ง่ายกว่า (ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นในกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นั้น)
เมื่อนายอนุทินไม่กลัวฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทย และก็ไม่ได้กลัวฝ่ายแค้นคือพรรคประชาชน นายอนุทินก็มีความกลัวอย่างเดียว(ที่ผู้เขียนนึกออก)ก็คือ “กลัวจะได้ ส.ส.น้อย และไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 0”
เหตุผลที่นายอนุทินจะยุบสภาเร็วกว่ากำหนดที่กำหนดไว้ในปลายเดือนมกราคม 2569 นั้นก็มีเรื่องเดียวครับ คือ “ช่วงชิงความได้เปรียบ” หรือพูดภาษาชาวบ้านว่า “เอาเปรียบคนอื่น ๆ” ให้ได้นั่นเอง
ข้อนี้ไม่ใช่ความชั่วผิดบาปของนายอนุทินแต่อย่างใด เพราะนายกรัฐมนตรีในระบอบรัฐสภาใคร ๆ เขาก็ทำกันแบบนี้ คือเมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบก็อาจจะประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ (อีกเหตุผลหนึ่งคือยุบสภาเพราะมีความขัดแย้งในรัฐสภา จึงยุบสภาให้ประชาชนตัดสินอีกครั้ง) เพียงแต่มักจะกระทำกันในช่วงปีท้าย ๆ ของอายุรัฐสภา แต่นี่ก็ต้องถือว่าเป็นปลายอายุของรัฐบาลนี้เช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลนี้ได้ทำ MOA ตกลงกันไว้ว่าจะอยู่แต่ 4 เดือน คือไม่เกินเดือนมกราคมปีหน้านี้อยู่แล้ว
ความได้เปรียบของรัฐบาลนี้ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ การควบคุมอำนาจและกลไกต่าง ๆ ของรัฐ อย่างที่เราได้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเองก็ยังเข้าไปกุมตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไว้ด้วย ซึ่งตำแหน่งนี้ควบคุมการปกครองในส่วนภูมิภาคและการเมืองในส่วนท้องถิ่นไว้ทั้งหมด แม้ว่าในระบบการเมืองยุคนี้ ข้าราชการมหาดไทยอาจจะไม่ได้มีอิทธิพลเหนือผู้เลือกตั้งโดยทั่วไป แต่ข้าราชการมหาดไทยยังมีอิทธิพลเหนือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นอยู่เสมอ รวมทั้งในยุคนี้ที่นักการเมืองมักจะหยิบยืมมือของข้าราชการมาช่วยกัน “ทำงานการเมือง” หรือเป็นเครือข่ายเพิ่มพูนอิทธิพลให้กับตน ข้าราชการจึงมีประโยชน์กับนักการเมืองเป็นอย่างมาก ไม่เฉพาะแต่ในกระทรวงมหาดไทย แต่ยังหมายถึงข้าราชการในกระทรวงอื่น ๆ ที่ยังต้อง “นอบน้อม” ต่อนักการเมืองในทุก ๆ กระทรวง เพราะสามารถให้คุณให้โทษได้เสมอ อีกทั้งข้าราชการในยุคนี้ก็มีความความฉลาดที่จะ “กัดแทะและแอบอม” (เป็นคำล้อเลียนที่ให้ฟังดูคล้าย ๆ กับนักการเมืองที่เป็นพวก “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย”) ร่วมรับผลประโยชน์กับนักการเมืองอยู่ในหลาย ๆ ภาคส่วน ก็ยิ่งทำให้นักการเมืองต้องพึ่งพาข้าราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ถ้าหลีกเลี่ยง “กูจะแฉ” ว่างั้นเถอะ ไม่เชื่อก็ลองไปถาม “บิ๊กโจ๊ก” ก็ได้ ฮ่า ๆๆ)
ประการต่อมา แม้จะเป็นเวลาช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะมีการยุบสภา แต่เมื่ออยู่ในฐานะรัฐบาล ก็สามารถที่จะกำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการหาเสียงและสร้างนิยมได้ตลอดเวลา อย่างในเวลานี้ก็มีการสำรวจพบว่านโยบาย “คนละครึ่งพลัส” สามารถครองใจผู้คนได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ประสบความล้มเหลวในการ “แจกเงินหนึ่งหมื่นบาท” ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเองก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการมีรัฐมนตรีสีเทาอยู่ในรัฐบาล และความอืดอาดในการแก้ปัญหาชายแดนไทยเขมร รวมถึงการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพในเรื่องสแกมเมอร์ แต่ถ้ารัฐบาลเกิดสร้างปาฏิหาริย์ทำการแก้ปัญหาทั้งสองนี้ให้ถูกใจประชาชนได้ขึ้นมา ก็อาจจะได้คะแนนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มอนุรักษ์ที่รักชาติ กระนั้นก็ยังมีจุดอ่อนเรื่องคนรุ่นใหม่ ที่ยังสู้พรรคประชาชนไม่ได้ ซึ่งก็คงต้องหานโยบายที่ “จึ้ง ๆ” มาสร้างกระแสให้เกิดความนิยมต่อไป (โดยวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือ “โหนกระแส” ถ้าพรรคประชาชนคิดนโยบายอะไรก็เสนอนโยบายแบบนั้นเกาะตามไปด้วย)
อย่างไรก็ตามตอนนี้พรรคประชาชนหรือ “พรรคส้ม” ยังไม่ได้ปล่อยนโยบายอะไรออกมาให้เห็น จะมีก็แต่ “กระบวนการแหกเทา” หรือแฉความชั่วความเลวของบุคคลในรัฐบาลหรือที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อ “ด้อยค่า” หรือทำให้ผู้คนเคลือบแคลงสงสัยในบุคคลต่าง ๆ ของรัฐบาล ที่รวมถึง นายอนุทิน ชาญวีระกูล นั้นด้วย อย่างที่ผู้คนในพรรคนี้พูดออกมาเหมือน ๆ กันว่า “มีส้มไม่มีเทา” ซึ่งก็คงไม่ได้หวังผลที่จะให้เกิดผลสำเร็จ(คือล้มรัฐบาล)ในทันทีทันใด แต่ก็เพื่อหวังผลในการ “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย”พรรคภูมิใจไทยและพรรคร่มรัฐบาลนี้ไปเรื่อย ๆ แม้เมื่อจะมีการยุบสภาในเร็ววันนี้ พรรคประชาชนก็ถือว่านี่คือความได้เปรียบที่อาจจะสร้างกระแสให้เอาชนะพวกพรรคการเมืองสีเทาได้ทั้งหมด รวมถึงพรรคเพื่อไทยที่ผู้นำทางจิตวิญญาณก็เป็นสีดำหรือ “เน่า” หมดความเชื่อถือไปแล้วเพราะถูกจำขังอยู่ในคุกนั้น
แต่ก็อย่าไว้ใจ “ซอมบี้หน้าเหลี่ยม” ที่อาจจะยังมีพิษสงเหลืออยู่ แถมยังไม่กลัวตายอีกต่างหาก เพราะมันได้ตายไปแล้ว(ในคุก) ทีนี้แหละก็จะได้เป็นผู้นำทาง “จิตวิญญาณ” จริง ๆ คงจะ “เฮี้ยน” น่าดู
“เฮี้ยน” บวก “เหี้ยม(ที่ไม่มี “ม”)” คงจะน่ากลัวพิลึก!