ตรวจการบ้าน2เดือน MOA “ส้ม-น้ำเงิน” มีแต่เสีย ! เข็นภารกิจ “แก้รธน.” เฮือกสุดท้าย
นับตั้งแต่มีการลงนามในข้อตกลง (MOA) ระหว่าง พรรคประชาชน กับ พรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกกับการหนุน "อนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯคนที่ 32
หลังเวลา 2 เดือนผ่านไป ข้อตกลงนี้ได้กลายเป็นตัวกำหนดชะตาการเมืองไทย แต่ดีลนี้ "คุ้มค่า" หรือไม่ และอะไรคือระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ ?
MOA เป็นเหมือน "เครื่องช่วยหายใจ" ให้กับรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยความสำเร็จที่เห็นได้ชัดคือ เปิดสวิตช์แก้รัฐธรรมนูญ นับว่าเป็นความสำเร็จเชิงรูปธรรมเดียวที่เกิดขึ้น การตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ในสภาได้สำเร็จ เป็นสัญญาณว่ากระบวนการได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
การค้ำยันรัฐบาลจากพรรคประชาชนทำให้รัฐบาลผ่านด่านสำคัญในการโหวตในสภาได้ เช่น การแถลงนโยบาย ทำให้รัฐบาลยังสามารถเดินหน้าทำงานได้แม้จะไม่ได้มีเสียงข้างมากเต็มตัว
ขณะที่เป้าหมายหลักของ MOA คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จ และยุบสภา ภายใน 4 เดือน จุดนี้เป็นความท้าทายรออยู่ จะติดกับดักกระบวนการหรือไม่ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องผ่านหลายขั้นตอนที่ใช้เวลานานมาก
ทั้งการพิจารณาของรัฐสภา การออกเสียงประชามติ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ การตั้ง ส.ส.ร. แทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะในกมธ.ก็ยังไม่สรุป ดังนั้นจะจบทุกขั้นตอนภายในกรอบเวลา 4 เดือนเป็นไปได้ยาก
โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญต้องอาศัยเสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 เป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งท่าทีของ สว. แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขอาจเป็นเพียง "พิธีกรรม" ที่ทำตามหน้าที่เท่านั้น และ สว. ยังเป็นเครื่องมือต่อรอง ที่ทรงพลังให้กับพรรคน้ำเงินอีกด้วย
ขณะเดียวกันข้อเสนอที่เข้มข้นของพรรคส้มอาจถูกร้องเรียนว่า "ขัดรัฐธรรมนูญ" นำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้ส่วนสำคัญของ MOA ไม่สามารถทำได้จริง
แม้ MOA จะระบุเรื่องยุบสภา แต่การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ยุบตามนัด หากนายกฯ เลือกที่จะ อยู่ต่อ หรือ ยุบสภาช้ากว่า ที่ตกลงกันไว้ พรรคประชาชนอาจ ถอนการสนับสนุนทันที ส่งผลให้ MOA ล้มเหลว และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งใหม่
MOA เป็นเพียงเครื่องมือต่อรอง ในที่สุด MOA นี้ก็คือเกมการเมือง ที่พรรคส้มใช้เป็นเครื่องมือในการผลักดันวาระหลัก แก้รัฐธรรมนูญ และพรรคน้ำเงินใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลตัวเอง
เพราะฉะนั้น MOA "ส้ม-น้ำเงิน" ผ่าน 2 เดือนแรกด้วยการ "เริ่มต้น" กระบวนการ แต่ยังไม่สามารถการันตี "จุดจบ" ได้
กรอบเวลา 4 เดือน คือเดิมพันที่สูงลิ่ว และทุกสายตาต้องจับจ้องว่า "นายกฯ อนุทิน" จะตัดสินใจอย่างไรเมื่อถึงเส้นตาย เพราะความไม่แน่นอนนี้เองที่บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศ !