ทำไม “การแก้ปัญหาสแกมเมอร์” ของรัฐบาลภูมิใจไทย ยังไม่ได้ใจประชาชน ?
ความพยายามของ “รัฐบาลนายอนุทิน” ที่ประกาศให้เรื่อง “สแกมเมอร์” เป็นวาระแห่งชาติ และมีการขับเคลื่อนโดยเปลี่ยนจาก "ตั้งรับ" เป็น "รุกไล่" ด้วยการผนึกกำลังกับหลายหน่วยงานนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ยังไม่สามารถได้ใจประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากมีหลายมิติที่ประชาชนยังรู้สึกว่า การทำงานยังไม่เด็ดขาดและไม่ทันต่อสถานการณ์เท่าที่ควร
1. ปัญหาด้านความรวดเร็วและความเด็ดขาดในการทำงาน
(1) เน้นพิธีการ (MOU) มากกว่าผลลัพธ์เชิงรูปธรรม
การที่รัฐบาลเน้นการแถลงข่าวถึงการเซ็น MOU หรือความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ แม้จะเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ในสายตาประชาชนที่กำลังสูญเสียทรัพย์สินมหาศาล (มีรายงานความเสียหายสะสมในไทยถึงแสนล้านบาท) กลับมองว่าเป็นการทำงานที่ล่าช้า และเน้นพิธีการมากเกินไป ต่างจากสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ ทำกัน
(2) การขาดการยึดทรัพย์เชิงรุก
ปัญหาหลักที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ยังไม่เห็นผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน คือการดำเนินการยึดทรัพย์แก๊งสแกมเมอร์ ที่โยงใยกับกลุ่มทุนสีเทาขนาดใหญ่ โดยเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่นอกประเทศหรือทรัพย์สินดิจิทัล
การดำเนินการของไทยส่วนใหญ่มักเป็น “การอายัดบัญชีม้า” ซึ่งเป็นการตัดปลายเหตุ ในขณะที่สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ได้ก้าวไปถึงขั้นอายัดและยึดทรัพย์สินขนาดใหญ่ ทั้งในรูปแบบคริปโตเคอร์เรนซี และอสังหาริมทรัพย์ของเครือข่ายข้ามชาติได้แล้ว ซึ่งแสดงถึงความเด็ดขาดที่รัฐบาลไทยยังตามหลังอยู่มาก
2. ประเด็นความเชื่อมโยงกับ "กลุ่มทุนสีเทา" และความเชื่อมั่น
(1) ข้อกล่าวหาพัวพันนักการเมือง
ประชาชนจับตาและไม่เชื่อมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงบุคคลในพรรคร่วมรัฐบาลบางคน หรือผู้ใกล้ชิดกับกลุ่มทุนสีเทา และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้
แม้จะมีการปฏิเสธ แต่ตราบใดที่เรื่องเหล่านี้ยังไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างโปร่งใสและเด็ดขาด การประกาศให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ก็อาจถูกมองว่าเป็นการ “พูดแล้วไม่ทำ” หรือทำไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น
(2) ปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
มีความกังวลว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” บางส่วนอาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวก หรือรับสินบนจากกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ ทำให้เกิดอุปสรรคในการกวาดล้างอย่างจริงจังและทำให้มาตรการ "รุกไล่" ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
3. ช่องโหว่ทางกฎหมายและข้อเสนอแนะในการแก้ไข
กฎหมายหลักที่ใช้ในการปราบปรามคือ “พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566” ซึ่งมีการปรับปรุง แต่ยังพบว่ามีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข
(1) การยึดทรัพย์ข้ามชาติและการฟอกเงิน
กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับการยึดทรัพย์โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมข้ามชาติ และการฟอกเงิน ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเทียบเท่าประเทศชั้นนำ โดยเฉพาะการติดตามและยึดทรัพย์ดิจิทัล ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและอำนาจทางกฎหมายที่ครอบคลุมมากขึ้น
(2) การบังคับใช้กับผู้ให้บริการ
ประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ได้ออกคำสั่งให้บริษัทแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Meta (Facebook) ต้องออกมาตรการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มงวด
ซึ่งในไทยต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ / สื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนร่วมและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง และรวดเร็ว
(3) ข้อเสนอแนะทางกฎหมาย
ควรมีการพิจารณาเร่งรัดการออกพระราชกฤษฎีกา หรือกฎหมายลูก ที่เกี่ยวข้องกับการยึดและคืนทรัพย์สินแก่ผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการใช้มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อการยึดทรัพย์สินข้ามชาติอย่างเฉียบขาด
4. บทเรียนจากต่างประเทศ
ประเทศที่แก้ปัญหาได้เร็วและเห็นผลมักมีลักษณะการทำงานที่รุกหนักและรวดเร็ว โดยเน้นที่การตัดเส้นทางการเงิน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
(1) สิงคโปร์
- กลยุทธ์ที่สำคัญ : เน้น “การยึดทรัพย์เชิงรุกและการติดตามข้ามชาติ” โดยร่วมมือกับนานาชาติในการอายัดและยึดทรัพย์ของเครือข่ายสแกมเมอร์ในต่างประเทศ (มีตัวอย่างการยึดทรัพย์เครือข่ายในกัมพูชาเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท)
- ความเด็ดขาดที่รัฐบาลไทยควรนำมาปรับใช้: ต้องใช้กลไก “การยึดทรัพย์ระหว่างประเทศ” อย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่รอรับเรื่อง
(2) เกาหลีใต้
- กลยุทธ์ที่สำคัญ : เน้นการเจรจาระดับสูงเพื่อช่วยเหลือพลเมือง โดยส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ คนที่ 2 และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม/ตำรวจ เข้าไปเจรจาโดยตรงกับผู้นำกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ถูกกักขังและเร่งรัดคดี
- ความเด็ดขาดที่รัฐบาลไทยควรนำมาปรับใช้ : ต้องแสดงความจริงจังในการปกป้องพลเมืองอย่างเต็มที่ หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องมากกว่าที่เป็นอยู่
(3) ไต้หวัน
กลยุทธ์ที่สำคัญ : เน้นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด มุ่งเน้นการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น FBI และ Interpol
ความเด็ดขาดที่รัฐบาลไทยควรนำมาปรับใช้ : การบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมข้ามชาติที่เด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ
5. สรุป
การที่ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ยังไม่สามารถได้ใจประชาชน ในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ มาจากภาพลักษณ์ของการทำงานที่ไม่ทันการณ์ และขาดความเด็ดขาด โดยเฉพาะในมิติของการยึดทรัพย์สินขนาดใหญ่ ที่โยงใยกับทุนสีเทา และข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส ในการจัดการกับผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
จึงต้องเปลี่ยนจากการเน้น "ประสานงานและการแถลงข่าว" ไปสู่ "การยึดทรัพย์และการลงโทษที่รวดเร็ว" ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญ… ในการกู้คืนความเชื่อมั่นของประชาชน
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม