ไข่ไก่-หมู พาเหรดขึ้นราคา!! สร้างแรงกดดันต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ
สถานการณ์ราคาสินค้าโปรตีนสำคัญของประเทศกำลังส่งสัญญาณความตึงตัวอีกระลอก เมื่อราคาหน้าฟาร์มของทั้ง ไข่ไก่ และ สุกร ถูกประกาศปรับขึ้นพร้อมกันในวันเดียว (17 พฤศจิกายน 2568) สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ยกระดับมาระยะหนึ่งและเริ่มส่งผ่านมาสู่ผู้บริโภคโดยตรง การขยับขึ้นของราคาสินค้าพื้นฐานเช่นนี้ไม่เพียงกระทบค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการอาหารที่ต้องเร่งวางแผนรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงต่อเนื่อง
ในฝั่งของผู้ผลิต ไข่ไก่ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่หลายจังหวัดได้ประกาศปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มเพิ่มอีก 20 สตางค์ต่อฟอง หรือคิดเป็นแผงละ 6 บาท จาก 3.20 บาทเป็น 3.40 บาทต่อฟอง โดยมีผลทันทีในวันที่ประกาศ การปรับขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาไข่มีความผันผวนสูงเป็นพิเศษในเดือนพฤศจิกายน ปรับขึ้นลงถึง 3 ครั้ง และเคยร่วงลงไปแตะระดับ 3.00 บาทต่อฟอง ก่อนจะดีดกลับและไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงสัญญาณอุปทานที่ตึงตัวหรือแรงผลักจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เลี้ยงไม่อาจแบกรับได้ในระยะยาว
ด้าน ตลาดสุกร สมาคมผู้เลี้ยงสุกรจากหลายภูมิภาครายงานการปรับขึ้นราคา “สุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม” อีก 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า ภายใต้ต้นทุนหลักอย่างราคาลูกสุกรและค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปรับราคาที่ฟาร์มเช่นนี้ย่อมส่งผลไปถึงราคาหมูเนื้อแดงในตลาดค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นตลาดสดหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งคาดว่าจะทยอยขยับตัวตามต้นทุนใหม่ในเร็ว ๆ นี้
การขยับขึ้นพร้อมกันของทั้ง ไข่ไก่ และ หมู ในครั้งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนสำคัญของ “แรงกดดัน” ต่อ ภาคปศุสัตว์ ที่ยังไม่คลี่คลาย และกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติม “ภาระค่าครองชีพ” ของประชาชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะครัวเรือนที่พึ่งพาโปรตีนราคาประหยัดเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจบริการอาหารต้องเผชิญความท้าทายในการบริหารต้นทุนที่เข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารสต๊อก การปรับเมนู หรือการพิจารณาปรับราคาขายเพื่อรักษากำไรขั้นต้น
ทิศทางราคาปลีกหลังจากนี้จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการขยับขึ้นของสินค้าพื้นฐานอาจลามไปสู่ “แรงกดดันเงินเฟ้อ” ในระยะถัดไป หากต้นทุนยังคงไต่ระดับต่อเนื่อง ผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับ “ค่าครองชีพที่แพงขึ้น” อีกระลอก ขณะที่ภาคธุรกิจอาจต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับสภาวะต้นทุนใหม่ที่กำลังก่อตัวอย่างชัดเจนในตลาดอาหารสดของประเทศ