- โฆษณา -

ย้อนคดีขายหุ้นชินคอร์ป หลังศาลฎีกาสั่งให้จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท

ย้อนคดีขายหุ้นชินคอร์ป หลังศาลฎีกาสั่งให้จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท

"คดีขายหุ้นชินคอร์ป" ไม่ใช่แค่คดีภาษีธรรมดา แต่ถือว่าเป็นอีกปัจจัยสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นมหากาพย์ที่สะท้อนให้เห็นถึงรอยต่อระหว่างอำนาจรัฐ ผลประโยชน์ทางธุรกิจ และการตีความกฎหมาย โดยเราจะมาแกะรอยเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ธุรกรรมสะท้านโลกในปี 2549 จนถึงคำตัดสินสุดท้ายของศาลฎีกาที่ให้ ทักษิณ ชินวัตร ต้องชำระภาษีถึง 1.76 หมื่นล้านบาท 

1. จุดกำเนิด: ดีล 7.3 หมื่นล้าน 

- โฆษณา -

ในเดือนมกราคม ปี 2549 ขณะที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้เกิดธุรกรรมการขายหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ของ “บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” ซึ่งเป็นอาณาจักรธุรกิจของตระกูลชินวัตร การขายหุ้นส่วนใหญ่ในคราวเดียวให้แก่ “กลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์” ของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่าสูงถึงกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท 

สิ่งที่ทำให้ดีลนี้กลายเป็นอีกชนวนทางการเมือง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่มหาศาล แต่เป็นรูปแบบการทำธุรกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

(1) ข้อสงสัย มีเจตนาเลี่ยงภาษี ? 

หุ้นที่ขายส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในชื่อทักษิณโดยตรง แต่ถือโดยบุตร (พานทองแท้ กับพินทองทา) และบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งจดทะเบียนในต่างประเทศ การขายผ่านโครงสร้างนี้ เข้าข่ายเป็นการจัดทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือไม่ ? 

(2) ข้อสงสัย การทุจริตเชิงนโยบาย ?

ก่อนหน้าการขายหุ้นดังกล่าว มีการออกกฎหมายที่ถูกมองว่า “เอื้อประโยชน์” ต่อธุรกิจโทรคมนาคมของชินคอร์ปอย่างมีนัยยะสำคัญ ทำให้เกิดคำถามว่านายกฯ ในช่วงเวลานั้น (ทักษิณ) ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ ? 

ความไม่ชอบมาพากลทั้งสองประเด็นนี้ คือเชื้อเพลิงที่ทำให้ "ม็อบขับไล่" นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย “จุดติด” และขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการเริ่มต้นของการดำเนินคดีความมากมายที่ตามมา 

2. เส้นทางกฎหมาย : ข้ออ้างที่ถูกตีตก 

ฝ่ายของทักษิณต่อสู้คดีภาษีมาโดยตลอด ด้วยข้ออ้างหลักที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง นั่นคือ "การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยบุคคลธรรมดา ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกฎหมาย" 

อย่างไรก็ตาม คดีนี้กลับไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของฝั่งทักษิณ แม้ว่าศาลภาษีอากรกลาง และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีของกรมสรรพากร โดยให้เหตุผลเรื่องกระบวนการออกหมายเรียกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (เท่ากับว่าฝ่ายทักษิณชนะในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์) 

3. ศาลฎีกาตัดสิน : "ขาดคุณธรรมทางภาษี" 

แต่เมื่อคดีมาถึง “ศาลฎีกา” ซึ่งถือเป็นศาลสูงสุด ผลการตัดสินได้ “กลับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง และศาลอุทธรณ์ฯ” โดยยืนยันให้กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 1.76 หมื่นล้านบาท 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้สร้างบรรทัดฐานที่สำคัญ โดยพิจารณาถึง "เจตนา" และ "เนื้อแท้" ของธุรกรรม ดังนี้ 

(1) ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง : ศาลชี้ว่า แม้หุ้นจะถูกขายโดยบุตรหรือบริษัทนอมินี แต่หลักฐานทั้งหมดชี้ชัดว่า ทักษิณคือผู้มีเงินได้ที่แท้จริง 

(2) การอำพรางธุรกรรม : ศาลเห็นว่าการดำเนินการให้นอมินีถือหุ้นและใช้บริษัทต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อ “หลีกเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นเกินกว่าที่กำหนด” และเพื่อ “เลี่ยงภาษีเงินได้” 

(3) หลักคุณธรรมทางภาษี : ศาลวินิจฉัยว่าธุรกรรมดังกล่าว "ขาดคุณธรรมทางภาษี" และ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" เมื่อเจตนาคือการอำพรางเพื่อเลี่ยงภาษีและกฎหมาย การทำธุรกรรมนั้นจึงไม่เข้าข้อยกเว้นการเสียภาษีสำหรับการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามปกติ 

ดังนั้น ศาลจึงมองว่ากำไรจากการขายหุ้นทั้งหมดต้องถูกนำมาคำนวณเป็น “เงินได้บุคคลธรรมดา” ในอัตราสูงสุด (เหมือนการขายทรัพย์สินนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ) ทำให้เกิดภาระภาษีมหาศาล 

มหากาพย์คดีขายหุ้นชินคอร์ป สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และการตัดสินของศาลที่พิจารณาถึง "เจตนา" และ "เนื้อแท้" ของธุรกรรมทางการเงิน คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ให้ชำระภาษี 1.76 หมื่นล้านบาท จึงถือเป็นการปิดฉากการต่อสู้ทางกฎหมายในคดีภาษีที่กินเวลามายาวนานเกือบ 20 ปี อย่างเป็นทางการ

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม