- โฆษณา -

“แก้วสรร” เผยแพร่บทความแรง! เรื่อง "ใคร..รังแกมึงวะ?"

“แก้วสรร” เผยแพร่บทความแรง! เรื่อง "ใคร..รังแกมึงวะ?"

วันที่ 3 พ.ย.68  นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ได้เผยแพร่บทความเรื่อง ใคร..รังแกมึงวะ?

ถาม   มีคนคร่ำครวญกันใหญ่ว่า ทักษิณกำลังถูกรังแก ถูกเอากฎหมายมาข่มเหงตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันเลยทีเดียว  

- โฆษณา -

อาจารย์เป็นหนึ่งในคนทำคดียึดทรัพย์ จะว่าอย่างไร ไปรังแกเขาหรือเปล่าครับ

ตอบ   ผมพูดแก้ตัวไปก็เท่านั้น   เท่าที่ควรทำควรดูกันจริงๆ ก็อยู่ที่การวิพากษ์กันในทางกฎหมายเท่านั้นว่า คำวินิจฉัยนั้นๆยุติโดยธรรมหรือไม่    มีอะไรผิดปรกติหรือเปล่า

ถาม   คดีภาษีชินคอร์ป ล่าสุด ให้ทักษิณเสียภาษี  1.76 หมื่นล้านนี่ เป็นยังไงครับ

ตอบ   ผมเห็นว่าสมเหตุผลครับ  ศาลฏีกาตัดสินมาตั้งแต่สิงหาคมนี้แล้ว  ก่อนการเมืองผันผวนจาก ”พ่อติดคุก ลูกออกไป เขมรจัญไร” เสียอีก  การไปมองว่าซ้ำเติมกัน หรือกีดกันไม่ให้กลับมาช่วยเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง  จึงไม่สมเหตุผล ไม่มีเค้ามูลเลย คดีค้างอยู่ในศาลฏีกามา 2 ปี แล้ว   จะให้ศาล อมคดีคาปากไว้นานเท่าใด

ถาม   แล้วเหตุผลของศาลมันแปลกไหมครับ   นักกฎหมายภาษีบางคนเขาบอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

ตอบ   ทักษิณเล่นหุ้นมานานตั้งแต่ก่อนเป็นนายกฯแล้ว  ในปี 2542 เค้าจดทะเบียนที่เกาะเวอร์จิ้น ตั้งบริษัทแอมเปิ้ลริช (โคตรรวย )ขึ้นมาเล่นหุ้นโดยเฉพาะ  ชำระค่าหุ้นไว้1เหรียญแล้วตัดหุ้นชินคอร์ปของตนส่วนหนึ่ง ขายให้แอมเปิ้ลริชถือไว้ในต่างประเทศ  ทำให้ใช้หุ้นก้อนนี้เล่นปั่นราคาหุ้นชินคอร์ปในตลาดไทย ได้สบาย ไม่มีใครรู้ ตลาดหลักทรัพย์ก็ตรวจอะไรไม่ได้เพราะชื่อเป็นนิติบุคคล   ใครถือหุ้นก็ไม่ทราบ

ถาม   พอจะขึ้นเป็นนายกฯ  แล้วมี รัฐธรรมนูญ 2540 ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นบริษัทสัมปทานทักษิณเค้าทำอย่างไรครับ

ตอบ   ที่ถูกนั้น เค้าต้องขายหรือโอนหุ้นให้ลูกจริงๆ จนตนขาดสิทธิ์จริงๆไปเลย  แต่ทักษิณก็ไม่ทำกลับเอาชื่อลูกมาใช้ถือหุ้นชินคอร์ปแทนพ่อ-แม่    หุ้น กว่า 49.6 % ที่อยู่ในชื่อเค้า ก็ทำเป็นขายให้พี่น้องกับลูก 2คนแรก ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว   โดยชำระเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน   ส่วนหุ้นชิน 10% ที่เค้าถือผ่านแอมเปิ้ลริชอยู่อีกก้อนนั้น    ก็ใช้วิธีขายหุ้นแอมเปิ้ลริชให้ลูก  พอทำได้อย่างนี้  ก็แจ้งทรัพย์สินต่อ ปปช.ได้ โดยไม่มีหุ้นชินคอร์ป อยู่ในบัญชีเลย

ถาม   มาในปี 2549 ที่รัฐบาลทักษิณแก้กฎหมายในสภาจนสามารถขายหุ้นโทรคมนาคมให้ต่างชาติได้ถึง 49.99% แล้วเจรจาขายให้เทมาเส็คจนโอเคกันแล้วนั้น  เค้าวางแผนอย่างไร เพื่อไม่ให้เสียภาษีเงินได้ครับ

ตอบ   กฎหมายไทยยกเว้นภาษีให้สำหรับการขายในตลาดหลักทรัพย์โดยบุคคลธรรมดาเท่านั้น    หุ้นชิน ลูกโอ๊ค ลูกเอมกับพี่น้อง ถืออยู่ในชื่อตนเอง  ก็ขายได้เลยไม่เสียภาษี   แต่อีก 10% หรือ  330 ล้านหุ้น ที่อยู่ในชื่อแอมเปิ้ลริชนั้น    ถ้าให้บริษัทขายเองเลยก็เสียภาษีเลย เพราะเป็นนิติบุคคล  เค้าจึงใช้วิธีให้แอมเปิ้ลริช ขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่ โอ๊ค เอม ก่อน   แล้วจึงเอามารวมกับหุ้นชินก้อนอื่นเหมาเข่งขายให้เทมาเส็ค   ในราคากว่า 7.3 หมื่นล้าน อีกทอดหนึ่ง โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว

ถาม   แล้วทำไม จึงเกิดคดีให้ทักษิณ เสียภาษี 1.76หมื่นล้าน ในวันนี้ขึ้นมาได้ครับ

ตอบ   มันเกิดเพราะการตรวจสอบของ คตส.  ที่ไปตรวจทางเดินหุ้นชินฯจนพบตัวบริษัทแอมเปิ้ลริช และพบการขายหุ้นชินให้ลูกทักษิณ เอาไปรวมเข่งขายสิงค์โปร์   พอพบมาถึงตรงนี้ก็เห็นเป็นข้อกฎหมายขึ้นมาว่า   การขายหุ้นให้เทมาเส็คในตลาดหลักทรัพย์โดยบุคคลธรรมดาได้เงินกว่า 7.3 หมื่นล้านนั้น  ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ก็จริงอยู่ แต่ธุรกรรมก่อนหน้านั้นตรงที่แอมเปิ้ลริชขายให้โอ๊ค เอม หุ้นละ 1 บาท  พอวันรุ่งขึ้นก็เอาไปขายเทมาเส็คได้ หุ้นละ 49 บาท นั้น การขายหุ้นครั้งนี้ จึงมีค่าเท่ากับให้เงิน 5,000 ล้านแก่โอ๊ค เอมเลยทีเดียว และเมื่อคนทั้งสองมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ประโยชน์ที่รับไปจึงมีฐานะทางกฎหมายในวันนั้น เป็น “ค่าตอบแทนที่แอมเปิ้ลริชให้แก่บุคลากรบริษัท”    ซึ่งกรณีนี้ตามประมวลรัษฎากรต้องถือเป็นเงินได้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีในวันโอนหุ้นให้นั่นเอง  

คตส.จึงมีมติเมื่อ ปี 2551 ให้สรรพากรลงมือเก็บภาษีเงินได้ก้อนนี้  ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในวันนี้ จึงพอกเป็นเงินที่ต้องชำระรวม 1.7 หมื่นล้านในที่สุด

ถาม   แล้วสรรพากร ยอมทำตาม คตส.ไหมครับ

ตอบ   ยอมครับ  เค้าเริ่มออกหมายเรียกโอ๊ค เอม มาชี้แจง  ครั้นชี้แจงไม่ได้ก็ออกใบประเมิน เมื่อไม่ยอม ก็เกิดเป็นคดีภาษีขึ้นมาคาศาล  แต่พอดีในปี 2553 ก็เกิดมีคดีข้างเคียงขึ้นมายุติเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองว่า หุ้นชินคอร์ปทั้งหมดที่ขายให้เทมาเส็คนั้น    แท้ที่จริงเป็นของทักษิณที่หลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญเอาชื่อลูกมาปกปิดไว้  และเมื่อพบว่าส่วนราชการใต้อำนาจนายกฯ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์โดยมิชอบ ให้แก่ธุรกิจของนายกรัฐมนตรี   ศาลจึงมีคำสั่งยึดเงินที่ขายหุ้นได้ เฉพาะส่วนที่เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นโดยมิชอบ คือ 4.3 หมื่นล้าน ให้ตกเป็นของรัฐ

พอชินวัตรแพ้คดียึดทรัพย์มาอย่างนี้ฝ่ายโอ๊ค เอม  ก็ยกคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์นี้ขึ้นมาต่อสู้ในคดีภาษีว่า ตนไม่ใช่ผู้มีเงินได้ จนศาลตัดสินให้ชนะคดีภาษีไปในที่สุด

ถาม   สรรพากรก็ต้อง หันมาประเมินภาษีกับทักษิณ

ตอบ   ครับ  แต่แทนที่จะออกหมายเรียกทักษิณ มาชี้แจงก่อน  ก็กลับออกใบประเมินเก็บภาษีทักษิณเลย    ตรงนี้นี่เองที่ฝ่ายทักษิณยกขึ้นสู้ในศาลว่า  การประเมินที่จำเลยทำไปไม่ถูกต้อง เพราะไม่ออกหมายเรียกให้ตนไปชี้แจงก่อน  ทั้งๆที่เป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่สำคัญ  จนในที่สุดทักษิณ ก็ชนะคดีไปในศาลต้น และศาลอุทธรณ์

ถาม   ทราบว่าสรรพากร ทำตัวละล้าละลังมาก ผ่านไป 7 ปีกว่าจะยอมประเมินภาษีทักษิณ

ตอบ   เป็นเช่นนั้นครับ  พอดีได้ สตง. กับคุณชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สส.ปชป.ออกโรงกระทุ้งนายกฯตู่  จนสั่งให้สรรพากรต้องยอม ประเมินทักษิณ เมื่อ ปี 2560 ในที่สุด

ถาม   ศาลฎีกา ให้สรรพากรชนะคดี ด้วยเหตุผลใดครับ

ตอบ   ท่านเห็นด้วยกับสรรพากรว่า  โอ๊ค กับเอม เป็นตัวแทนทักษิณ ซึ่งทำตัวเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ   ดังนั้นการที่สรรพากรออกหมายเรียกและรับฟังสองคนนี้จนจบ  ก็ต้องถือว่าได้กระทำต่อตัวการแล้ว   และแม้จะสรรพากรจะออกหมายใหม่เรียกทักษิณมาชี้แจงก็ไม่มีผลให้ข้อมูลในการประเมินเปลี่ยนไปได้

ถาม   แล้วที่ศาลบอกว่า กระทำการด้วยวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ

ตอบ   คือคดีนี้ฝ่ายทักษิณเค้าแก้ฎีกาว่า   เมื่อในที่สุดแล้วเห็นได้ว่าเขาเป็นคนขายหุ้นให้    เทมาเส็คและขายในตลาด   แล้วทำไมไม่ยกเว้นภาษีให้เขาไปเลย   ศาลฎีกาก็ตอบว่ายอมรับอย่างนั้นไม่ได้การตั้งบริษัทลึกลับอมหุ้นไว้เงียบเชียบอย่างนี้ มันหนีทั้งกฎหมาย ปปช.กับกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ชัดๆ แล้วระบบกฎหมายไทยโดยรวมยังจะยอมในกฎหมายภาษี ให้เขายกความคดโกงมาหนีภาษีได้อีกอย่างนั้นหรือ   ถ้ายอมได้อย่างนี้แล้วคุณธรรมความถูกผิดจะมีที่ยืนอยู่ที่ตรงไหนในกฎหมายภาษีไทย

ถาม   นี่เท่ากับศาลด่าส่งท้ายว่า “หน้าด้านจริงๆ” กันเลยนะครับนี่

ตอบ   สมควรด่ามากๆ นี่ก็ตะแบงอีกแล้วว่า ยึดทรัพย์เขาไป 4.3 หมื่นล้านแล้ว  ยังจะเอาเขาอีก 1.76 หมื่นล้านได้ยังไง   ทั้งๆที่มันคนละงาน งานแรกยึดเพราะนายกรัฐมนตรีเอาอำนาจรัฐส่วนรวมไปปรนเปรอธุรกิจของตนจนอ้วนท้วน เกิดมูลค่าเพิ่มที่มิชอบจึงต้องลงโทษยึดเงินจากการขายมูลค่านั้น   ส่วนคดีภาษีนี้มันไม่ใช่การลงโทษ ไม่ใช่ความไม่สมควรในตำแหน่งหน้าที่  แต่เป็นเรื่องมีเงินได้แล้วหลบเลี่ยง งานนี้ถ้าต้องบังคับคดีก็จะถูกยึดทรัพย์ได้หมดทุกชิ้นไม่ใช่ยึดเฉพาะเงินได้จากการขายหุ้นเท่านั้น

ถาม   ในปี 2568 Forbes รายงานว่าทักษิณมีทรัพย์สินทั้งในไทยและต่างประเทศ รวม 7.25 หมื่นล้านบาท อาจารย์ว่าสรรพากรจะตามยึดทรัพย์ 1.76 หมื่นล้านบาท ขายทอดตลาด ชำระหนี้ภาษีได้สักเท่าใดครับ

ตอบ   สรรพากรกับกรมบังคับคดีต้องขุดคุยกันหนัก ถ้ายังเป็นกงสีอยู่ในครอบครัว ก็ต้องตรวจว่าทุกวันนี้เค้าใช้ชื่อลูกเมียถือแทนหรือเปล่า  ถ้าทำเป็นขายในครอบครัวแล้วออกตั๋ว PN ให้ถือกันไว้   อย่างนี้เป็นของพ่อแน่นอน   ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในอังกฤษดูไบ เอมิเรตส์ นั้นเหนื่อยหน่อย  ส่วนเครื่องบินเจ๊ตกับบ้านจันทร์ส่องหล้านั้นก็น่าสนใจจริงๆว่ามีชื่อใครมาบังบ้างหรือไม่

ถาม  อนาคตข้างหน้า เค้าน่าจะโดนอีกเยอะนะครับ

ตอบ   คดีอาญาที่คา ปปช.ยังมีอีก เฉพาะเรื่องภาษีนั้นจบแล้วคำพิพากษาฉบับนี้สมเหตุผลทางกฎหมายแล้วเป็นจุดจบที่ดี ที่ระบบกฎหมายไทย สามารถฟันฝ่ามาถึงได้

ถาม   แล้วทำไมหัวเรื่องบทความวันนี้ ต้องขึ้นมึงขึ้นกูด้วย

ตอบ   นักข่าวเคยถามว่าเค้าตรวจสอบพบแล้วว่าท่านโกง  ท่านคนนั้นก็ตอบว่า“โกง..พ่อมึงสิ”วันนี้...ผมก็เลยขอจัดคืนบ้างว่า “ไม่มีใครรังแกมึงหรอกวะ! ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง