ผุด 3 เกณฑ์ซ่อมรถสันดาป-อีวี-ไฮบริด ป้องดราม่าจ่ายมหาอุทกภัยหาดใหญ่

ผุด 3 เกณฑ์ซ่อมรถสันดาป-อีวี-ไฮบริด ป้องดราม่าจ่ายมหาอุทกภัยหาดใหญ่

บอย อินชัวร์

บริษัทประกันภัยไทยเคยเผชิญวิกฤตฝันร้าย มหาอุทกภัย ครั้งใหญ่สุด จนถึงกับจ่ายเคลมน้ำท่วมกับ อุทกภัย ครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ประเทศไทยในปี 2554 เรียกว่า สาหัสสากรรจ์ ทีเดียว โดยครั้งนั้นน้ำท่วมนานยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปีและยืดเยื้อจนถึงปลายปี จนสรุปตัวเลขการจ่ายสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย สูงประวัติการณ์ถึงกว่า 486,000 ล้านบาท

กรณีที่ถึงขนาดเรียกว่า สาหัสสากรรจ์ ก็เพราะว่า บ.ประกันขาดความเชื่อมั่นในการรับประกันภัยต่อ โดยเฉพาะ บ.รีอินชัวเรอร์ ต่างประเทศหรือบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศไม่เชื่อมั่นและไม่กล้ารับประกันขณะนั้น จนร้อนถึงต้องมีการตั้ง กองทุนประกันภัยพิบัติ ขึ้นตามมา จึงต้อง ดีไซน์ เบี้ยประกันและความคุ้มครองออกกรมธรรม์แก้ขัดไปก่อน โดยกำหนดให้ภาคครัวเรือนคิดเบี้ยประกันร้อยละ 0.5 ต่อปี วงเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 แสนบาท หรือปีละ 500 บาท ส่วนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี เบี้ยร้อยละ 1 ทุนประกันไม่เกิน 50 ล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม เบี้ยร้อยละ 1.25 โดยจำกัดความรับผิดชอบไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนประกัน เนื่องจากบริษัทประกันภัยและประชาชนยังไม่มั่นใจในแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล จนสุดท้ายผ่านพ้นวิกฤตแคล้วคลาดปลอดภัยจนตลาดรับประกันบ้านเรากลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาต่อมา

โดย มหาอุทกภัย ครั้งนั้นต่างจาก อุทกภัย ปรกติก็คือ พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมหนักเป็นระยะเวลานานหลายเดือน กทม.และปริมณฑลประสบกับน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 70 ปีนับตั้งแต่เคยเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2485

แต่ทว่าน้ำท่วมที่เป็นประเด็นดราม่าร้อนทางการเมืองหรือ ทอล์คออฟเดอะทาวน์ น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ เพราะหาดใหญ่เป็นย่านทำเลเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ ดันมาจมบาดาลเป็นครั้งประวัติศาสตร์โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน เมื่อเกิดฝนสะสมในอำเภอหาดใหญ่ทะลุ 630 มิลลิเมตรภายในสามวัน ปริมาณฝนที่นักวิชาการวิเคราะห์ว่ากันว่าหนักที่สุดในรอบ 300 ปี และมากกว่าวิกฤตปี 2553 ถึงสองเท่า

หากดูจากภาพบรรยากาศ มหาอุทกภัย น้ำท่วมหาดใหญ่ที่หลอนชาวใต้ โดยเฉพาะในหลายจังหวัดของภาคใต้ตอนล่างแล้วเชื่อว่าคนไทย ทั้ง ประเทศคงสลดหดหู่ตาม ๆ กัน โดยเฉพาะภาพน่าเศร้าสลดของตัวเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ต้องเจอชะตากรรมทั้งผู้คน เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง ต้องปีนหนีตายเอาตัวรอดระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ยัน 4 เมตร ขึ้นไปหลบอาศัยต้นไม้และหลังคาบ้าน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยหนีไม่ทันต้องเสียชีวิต ศพลอยไปกับสายน้ำโดยล่าสุดพบศพแล้วกว่า 150 ราย และยังไม่รู้ว่าจะมีศพลอยน้ำมาติดจุดไหนเพิ่มเติมอีกไหมหนอ

นอกจากภาพสุดสลดผู้เสียชีวิต เรายังเห็นภาพน่าเศร้าใจสำหรับทรัพย์สินบ้านเรือน รถยนต์ โรงพยาบาลต่างจมบาดาล ข้าวของเสียหายลอยไปตามสายน้ำจำนวนมากไม่รู้เท่าไหร่ จนภายหลังน้ำลดเราเพิ่งมาเห็นสภาพ เอน็จอนาถ ของทรัพย์สินที่ถูก พัดพา กระจัดกระจาย จนกวาดความเสียหายเรียกว่ายกเมืองเลยทีเดียว

ทั้งนี้ว่ากันว่า สาเหตุวิกฤติ มหาอุทกภัย หาดใหญ่จมบาดาลจนสาหัสครั้งนี้ก็เนื่องจากวิบากกรรมจากปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี ว่ากันว่าเป็นปรากฏการณ์ ระเบิดฝน (rain bomb) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้ตัวเมือง อ.หาดใหญ่ จมบาดาลก็เป็นได้

สำหรับเหตุ อุทกภัย ในครั้งนี้ยังกินพื้นที่อื่น ๆ ของ จ.สงขลาที่เสียหายด้วย รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ด้วย เช่น ปัตตานี พัทลุง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา และสตูล โดยขณะนี้สถานการณ์ยังไม่ถือว่าสงบยุติ แม้จะคลี่คลายลงระดับหนึ่งแล้วก็ตาม โดยล่าสุดได้รับยืนยัน อัปเดต จากทาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ว่า จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ย. เวลา 06.00 น. ยังมีสถานการณ์ อุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พื้นที่ 105 อำเภอ 723 ตำบล 5,381 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,226,627 ครัวเรือน 3,542,583 คน ดังนี้

สุราษฎร์ธานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ ท่าฉาง กาญจนดิษฐ์ เคียนซา พระแสง เมืองฯ เวียงสระ และบ้านนาสาร 37 ตำบล 254 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 16,891 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

นครศรีธรรมราช ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 22 อำเภอ ได้แก่ ชะอวด เมืองฯ ท่าศาลา พรหมคีรี ร่อนพิบูลย์ นาบอน สิชล ฉวาง ทุ่งสง เฉลิมพระเกียรติ หัวไทร ลานสกา บางขัน พระพรหม ช้างกลาง ปากพนัง จุฬาภรณ์ นบพิตำ ทุ่งใหญ่ พิปูน เชียรใหญ่ และถ้ำพรรณรา 161 ตำบล 1,483 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 238,775 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ตรัง ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ นาโยง ห้วยยอด รัษฎา ย่านตาขาว วังวิเศษ กันตัง เมืองฯ สิเกา และปะเหลียน 62 ตำบล 389 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 14,253 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

พัทลุง ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 11 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ ควนขนุน กงหรา เขาชัยสน ศรีนครินทร์ บางแก้ว ป่าบอน ปากพะยูน ศรีบรรพต ป่าพะยอม และตะโหมด 65 ตำบล 670 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 188,480 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

สตูล ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ ควนโดน ละงู ท่าแพ มะนัง ควนกาหลง เมืองฯ และทุ่งหว้า 31 ตำบล 224 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 29,549 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

สงขลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 16 อำเภอ ได้แก่ รัตภูมิ เมืองฯ จะนะ คลองหอยโข่ง ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ หาดใหญ่ ควนเนียง นาทวี สิงหนคร นาหม่อม บางกล่ำ สะเดา เทพา และสะบ้าย้อย 129 ตำบล 982 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 403,053 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

ปัตตานี ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 12 อำเภอ ได้แก่ สายบุรี แม่ลาน โคกโพธิ์ มายอ ยะรัง ไม้แก่น ยะหริ่ง ปะนาเระ ทุ่งยางแดง กะพ้อ หนองจิก และเมืองฯ 115 ตำบล 648 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 192,503 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง

ยะลา ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ รามัน เบตง บันนังสตา ธารโต กรงปินัง ยะหา และกาบัง 54 ตำบล 332 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 59,878 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

นราธิวาส ยังมีสถานการณ์ในพื้นที่ 13 อำเภอ ได้แก่ บาเจาะ ยี่งอ เมืองฯ ระแงะ ตากใบ สุไหงปาดี ศรีสาคร รือเสาะ สุไหงโก-ลก เจาะไอร้อง สุคิริน จะแนะ และแว้ง 69 ตำบล 399 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 83,245 ครัวเรือน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

แหล่งข่าวจากบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่รายหนึ่งให้ทรรศนะว่า มหาอุทกภัย เที่ยวนี้ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่ถือว่าหนักสุดเนื่องจากพื้นที่เป็น แอ่งกระทะ ปริมาณน้ำฝน และ เม็ดน้ำฝน มีมวลหนาขึ้น ผสมโรงจากปรากฏการณ์ ลานินญา สัมผัสกับพื้นผิวน้ำ บวกกับค่าฝุ่น PM จึงทำให้พื้นที่ประเทศไทยหลายจังหวัด ต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำ ไม่ใช่ เฉพาะพื้นที่หาดใหญ่เท่านั้น

ที่น่าเจ็บใจก็คือความบกพร่องในการบริหารจัดการน้ำ โดยขาดหรือไม่มีการ บูรณาการ วางแผนป้องกันและแก้ไขอย่างเป็นระบบมาก่อนซึ่งจุดนี้ในบรรดาบริษัทประกันก็เคยคุยและกังวลประเด็นนี้มาตลอด และคาดว่าจะต้องเกิดในไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งก็ปรากฏว่าเกิดจนได้

ผลกระทบตามมามากมายมหาศาลทีเดียว จาก มหาอุทกภัย ใหญ่ของหาดใหญ่หนนี้น่าจะนำมาสู่การถอดบทเรียนในการหาทางป้องกันและวางแนวทางปฏิบัติใหม่แทบทุกภาคส่วน ไม่เพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้น ภาคธุรกิจเอกชนต่าง ๆ ควรนำมาเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงต่อไปในการนำใช้ดำเนินธุรกิจในวันข้างหน้าต่อไป

ในเบื้องต้นที่เห็นตรงหน้าก็คือเรื่องของการเยียวยาค่าสินไหมหรือความคุ้มครองสำหรับธุรกิจประกันภัยบน มหาอุทกภัย หาดใหญ่ครั้งนี้ค่อนข้างใหญ่หลวงทีเดียว ภาคธุรกิจประกันหรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คงจะใช้แนวทางปฏิบัติหรือวิธีการเดิม ๆ เสมือนหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมผู้เสียหายแบบเดิม ๆ คงไม่ได้แล้ว เพราะต้องยอมรับว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ต่างจากอดีตทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้แต่คราวน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่ 2 ครั้ง 2 คราในปี 2543 และ 2553 อดีตที่ผ่านมา ซึ่งมวลน้ำไม่ได้ใหญ่และรุนแรงเท่า ซึ่งผิดแผกแตกต่างจากเหตุการณ์ล่าสุดเหตุการณ์ปีนี้ โดยเฉพาะรถยนต์แทบจมน้ำมิดในระดับความเสียหายทั้งคัน (total loss) ด้วยระดับน้ำท่วมสูงเหนือระดับ 2-4 เมตรแทบทั่วเมือง ในขณะที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายทั้งผู้คนและทรัพย์สินออกจากพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการขาดโอกาสในการขับเคลื่อนนำชีวิตผู้คนและทรัพย์สินเข้าถึงจุดที่มีความปลอดภัยและเป็นที่พักพิงชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่างหากด้วย

ในมุมกลับกัน ปัญหาที่ดูว่าจะเป็นดราม่าคงจะเป็นปมการจะใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เป็นแนวทาง คปภ. เดิม ๆ ที่กำหนดให้บริษัทประกันภัยต้องพิจารณาจ่ายค่าซ่อมรถที่ใช้น้ำมัน หรือ รถสันดาป ที่ถูกน้ำท่วมใน 5 ระดับ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีมีแนวปฏิบัติเดียวและคงนำมาใช้กับสถานการณ์เสียหายรถจมน้ำเที่ยวนี้ทั้งหมด ก็เลยเกิดความสับสนปั่นป่วนพอสมควร และนำมาสู่สำนักงาน คปภ. ต้องเรียกถกหารือถึงการตกผลึกหาแนวทางปฏิบัติในการซ่อม รถสันดาป รถไฟฟ้า (อีวี) และ รถไฮบริด ที่จมน้ำเป็นเวลาร่วมอาทิตย์ และท่วมในระดับมิดคอนโซล

โดยแนวทางซ่อม รถสันดาป แบบเดิม ๆ ที่ คปภ. กำหนดไว้นั้นได้แก่

ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ เช่น พรม ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท

ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ระบบไฟฟ้า ประเมินค่าซ่อม 15,000-20,000 บาท

ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท

ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม เริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป

ระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน ในกรณีนี้บริษัทจะคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์

ในขณะที่แนวทางช่วยเหลือสำหรับฟากบริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่คงไม่น่ากังวลและมีปัญหาแม้จะเป็นแนวทางเดิม ๆ ที่เคยเกิดกับเหตุการณ์น้ำท่วม แทบจะไม่มีผลเท่าใดนัก หากจะกระทบหนักสุดสำหรับประวัติศาสตร์ธุรกิจประกันชีวิตในบ้านเราคงเป็นช่วงเหตุการณ์ สึนามิ มากกว่า ซึ่งมีผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิตลงจำนวนมากมาย ถึงแม้วิบากกรรมเที่ยวนี้น้ำจะท่วมหาดใหญ่ในวงกว้างจนมีคนตาย นับร้อยชีวิต ก็ตาม แต่ในจำนวนผู้เสียชีวิตก็ยังต้องมาพิสูจน์หรือหาคำตอบว่ามีผู้ทำประกันชีวิต หรือทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลตามข้อเท็จจริงกี่รายกันแน่ อีกทั้งสาเหตุการตายต้องมีการ ชันสูตรพลิกศพ ว่าเสียชีวิตจากสาเหตุอะไรกัน และเข้าข่ายเงื่อนไขของความคุ้มครองตามกรมธรรม์ที่ซื้อไว้หรือไม่ เพราะบางแบบประกันไม่คุ้มครองด้วยเงื่อนไขข้อยกเว้นในบางประการ

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นของการผ่อนปรนช่วยเหลือที่ทำได้เลยทันที ก็คือ ภาคธุรกิจประกันชีวิตจะช่วยเหลือตามแนวปฏิบัติปรกติอย่างเช่นมีการขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยออกไปอีก 60 วัน นับจากวันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม สำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีกำหนดชำระเบี้ยฯ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569

ส่วนกรมธรรม์ประเภท สามัญ กรณีที่มีการนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยฯ โดยอัตโนมัติ ในระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 หากผู้เอาประกันภัยติดต่อชำระเบี้ยฯ ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ครบกำหนดชำระเบี้ยฯ บริษัทฯ ยกเว้นดอกเบี้ยเบี้ยประกันภัย ซึ่งในมุมบริษัทประกันวินาศภัยในด้านผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่ชำระเบี้ยปีต่อปีก็แทบจะไม่มีผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากจะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น หาได้คุ้มครองกรณีสินไหมการตาย

ต่างไปจากฟากธุรกิจประกันวินาศภัยที่ดูจะมีปัญหาและค่อนข้างยุ่งยากอย่างมาก โดยเฉพาะการประกันรถยนต์ที่เสียหายขนานหนักในน้ำท่วมเที่ยวนี้ เนื่องจากน้ำท่วมระดับสูงเกิน 2 เมตร จนมิดรถยนต์ รวมถึงน้ำท่วมสูงระดับ 2 เมตรขึ้นไปจนถึงระดับ 4 เมตร จนชั้นล่างของบ้านเรือน ตึกแถว ร้านค้า ยัน คอนโด หรืออาคารสถานประกอบการบริษัทต่าง ๆ ยัน โรงพยาบาลจมน้ำ ชั้น 1 ยัน ชั้น 2 กระทั่งเกือบมิดหลังคาบ้านเรือนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าล่าสุดที่มีแนวโน้มจะได้ข้อสรุปลงตัวแล้วสำหรับการจ่ายสินไหม มหาอุทกภัย น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยคงจะใช้แนวทางเดิมเดียวกับการซ่อม รถสันดาป มาใช้เป็นเกณฑ์จ่ายสินไหมรถยนต์ที่จมน้ำทั้งหมด เพื่อขจัดปมนำมาสู่ข้อถกเถียงตามมาภายหลังในการตีความว่าเสียหายทั้งคันหรือ total loss หรือไม่ เพราะระดับน้ำท่วมสูงครั้งนี้แตกต่างไปจากเหตุการณ์น้ำท่วมอดีตผ่านมา มาก ๆ สิ้นเชิงอย่างเห็นได้ชัด แทบเทียบกันไม่ได้

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ คปภ. จะเคลื่อนไหวเรียกบริษัทประกันมาจับเข่าคุยกันเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 28 พ.ย. 68 เพื่อหาแนวทางจ่ายสินไหมประกันรถยนต์และประกันทรัพย์สิน แต่เนื่องจากในที่ประชุมไม่มีตัวเลขยืนยันเก็บรวบรวมไว้ว่า ทั้งระบบมีประกันรถภาคสมัครใจชั้นหนึ่งมากน้อยกี่คันแน่ รวมถึงประกันชั้นสองและชั้นสามบวก รวมถึงประชาชนที่รถเสียหายยังไม่มีการแจ้งเข้ามา อัปเดต ความเสียหาย จึงทำให้ทำงานค่อนข้างลำบาก ในการหาแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน หากในที่ประชุมร่วมระหว่าง คปภ. ทำได้ก็คือสรุป 3 แนวทางในการกำหนดจ่าย ให้กับ ผู้เอาประกัน 3 กรณีด้วยกัน กรณีที่ 1 แนวทางจ่ายสินไหมสำหรับ รถสันดาป ที่ใช้แนวทางเดิมที่ คปภ. ได้วาง กำหนด ไว้อยู่แล้ว กรณีที่ 2 กรณีแนวทางจ่ายสินไหมสำหรับประกัน รถอีวี และกรณีที่ 3 แนวทางจ่ายสินไหม รถไฮบริด ที่เป็น สันดาป กับรถใช้แบตเตอรี่ควบคู่กัน โดย แบตเตอรี่ จะมีราคาถูกกว่า รถไฟฟ้า เนื่องจากเป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็กราคาเพียงหลัก 1 แสนบาทเท่านั้น ไม่แพงเหมือน รถอีวี ที่มีราคาแบตเตอรี่สูงมากกว่านี้

ในส่วนประกันทรัพย์สินที่ประชุมก็มีมติให้ไปหารือกับธนาคารหรือ ไฟแนนซ์ กรณีที่ปล่อยสินเชื่อแล้วบังคับให้ทำประกันคุ้มครองสินเชื่อบ้านเรือนอาศัย ที่ประชุมมีมติให้ไปเจรจากับสถาบันการเงินนั้น ๆ ให้ปลดล็อกให้ผู้เอาประกันที่เป็นประชาชนเป็นผู้รับประโยชน์ไป แทนที่จะให้ สถาบัน การเงิน ไฟแนนซ์ หรือธนาคารจะเป็นผู้รับประโยชน์ ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยาก หากผู้เอาประกันมีความต้องการเอาเงินไปซ่อมแซมบ้านเรือนชำรุดทรุดโทรมจากน้ำท่วม

นี่คงเป็นยกแรกสำหรับปมความยุ่งยากในการจ่ายเคลมสินไหมประกันรถยนต์และประกันทรัพย์สิน ซึ่งนับต่อจากนี้ไปก็ยังไม่รู้ว่าจะลงตัวหรือไม่ และอะไรจะเกิดขึ้นตามมาอีก เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่อดจะพูดถึงไม่ได้หลังจากนี้ที่น้ำลด แน่นอนคงจะเป็นเชื้อโรคอย่าง โรคน้ำกัดเท้า รวมถึงเชื้อโรคที่ตามมาจากน้ำสกปรกอย่าง โรคฉี่หนู เป็นต้น แน่นอนสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้คือผลกระทบ ต่อ บริษัทประกันที่รับประกันเรื่องสุขภาพ