"น้ำมัน" พรและคำสาปของ "เวเนซุเอลา" สู่ปฏิบัติการรวบตัว "มาดูโร"
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาเดินทางยาวนานกว่า 26 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เคยเป็นมิตรประเทศทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 โดยมีอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นตัวเชื่อมโยงสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนมหาศาลจากบริษัทอเมริกัน ทว่ารอยร้าวเริ่มปรากฏชัดเมื่อพญาสิงห์แห่งสายสังคมนิยม "อูโก ชาเวส" ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 1999 พร้อมนโยบายการปฏิวัติโบลิวาร์ มุ่งเน้นการโอนกิจการน้ำมันกลับมาเป็นของรัฐและการใช้วาทกรรมต่อต้านสหรัฐฯ เพื่อสร้างฐานอำนาจ
ความระแวงแคลงใจฝังรากลึกยิ่งขึ้นหลังเหตุการณ์ความพยายามรัฐประหารในปี 2002 ที่ทำให้ชาเวสถูกคุมตัวนาน 48 ชั่วโมง โดยเขาปักใจเชื่อมั่นว่าวอชิงตันอยู่เบื้องหลังการล้มอำนาจครั้งนั้น แม้สหรัฐฯ จะปฏิเสธก็ตาม จนเมื่อ นิโคลัส มาดูโร อดีตคนขับรถบรรทุกผู้สืบทอดอุดมการณ์ของชาเวส ก้าวขึ้นมารับมรดกอำนาจต่อในปี 2013 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจดิ่งเหวจากการบริหารงานที่ผิดพลาดและการทุจริตขนานใหญ่ภายในรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ส่งผลให้ประเทศที่เคยมีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนเศรษฐกิจล่มสลาย ประชาชนนับล้านคนต้องอพยพออกนอกประเทศเพื่อหนีความอดอยาก
ความตึงเครียดระลอกล่าสุดปะทุขึ้นจนถึงจุดเดือดเมื่อสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับการกดดันด้วยการขึ้นบัญชีแก๊ง "เดอารากัว" (Tren de Aragua) เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ และกล่าวหาว่ารัฐบาลมาดูโรมีความพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือรบและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เข้าประชิดน่านน้ำแคริบเบียนเพื่อกดดันทางทหาร พร้อมประกาศเพิ่มเงินรางวัลนำจับมาดูโรสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐในข้อหาก่อการร้ายระดับโลก
ในที่สุดปฏิบัติการจู่โจมทางอากาศครั้งใหญ่ก็เปิดฉากขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02:00 น. ของวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่นกรุงคารากัส เมืองหลวงเวเนซุเอลา โดยสหรัฐฯ ส่งเครื่องบินขับไล่ F-35 บุกเข้าโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และโรงเก็บเครื่องบินทหารในกรุงคารากัสและอีกหลายรัฐสำคัญ จนระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ของเวเนซุเอลาไม่สามารถต้านทานได้ ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างท่ามกลางความตื่นตระหนกของประชาชน ก่อนที่หน่วยนาวิกโยธินจะเข้าควบคุมตัวมาดูโรและภริยาได้สำเร็จ และนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก USS Giana เพื่อส่งตัวไปดำเนินคดีที่ศาลแขวงนิวยอร์กในข้อหาหนัก ทั้งการสมคบคิดก่อการร้ายโดยใช้ยาเสพติดและการนำเข้าโคเคน
แรงสั่นสะเทือนจากเหตุการณ์นี้ทำให้พันธมิตรอย่างรัสเซียและอิหร่านออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเวเนซุเอลาอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้คณะความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แสดงจุดยืนเพื่อหยุดยั้งการรุกรานที่ผิดกฎหมาย
ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและยืนยันจะต่อต้านการรุกรานจากกองทัพต่างชาติอย่างถึงที่สุด แม้ประเทศอย่างสเปนจะพยายามเสนอตัวเป็นคนกลางเพื่อหาทางออกด้วยการเจรจา แต่ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นโดยสหรัฐฯ อ้างว่าได้ยื่นคำขาดผ่านการเจรจาส่วนตัวมาล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์แล้วนั้น ได้กลายเป็นภาพสะท้อนของการกลับมาแผ่อิทธิพลเหนือพื้นที่หลังบ้านของสหรัฐฯ ในวันที่การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกทวีความรุนแรงกว่าที่ผ่านมา