ศึก "3 ขั้ว" ชิงธงเข้าทำเนียบฯ ! ชูสูตร "รัฐบาลใหม่" จูงใจ "ขั้วที่ 4"

ศึก "3 ขั้ว" ชิงธงเข้าทำเนียบฯ ! ชูสูตร "รัฐบาลใหม่" จูงใจ "ขั้วที่ 4"

ระหว่างลุยหาเสียง เพื่อเช็กกระแส สำรวจการตอบรับจากพี่น้องประชาชน แต่ขณะเดียวกัน แทบทุกพรรคการเมือง ต่างต้องพากันเงี่ยหูฟัง “โพล” ผลการสำรวจจากสำนักต่างๆ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับ “โพล” ที่พรรคทำกัน รวมถึงยังมีโพลสันติบาล ซึ่งเป็นโพลที่หลายพรรคการเมืองยอมรับว่า “แม่นยำ”  !

การประเมินผลแพ้-ชนะ จากการเลือกตั้งที่กำลังจะนับถอยหลังไปสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ยังขึ้นอยู่กับ “หลายปัจจัย” ทางการเมือง ทั้งทางใต้ดิน และบนดิน  ตลอดจนความเคลื่อนไหวที่จะมีผลในทาง “จิตวิทยา”  ทั้งสร้างแรงจูงใจ กับ ประชาชนในฐานะ “โหวตเตอร์” ในกลุ่มที่ “ยังไม่เลือกใคร”  ซึ่งถือว่ามีจำนวนไม่น้อย

เมื่อการเมืองแข่งกันดุ “3 ขั้ว” คือพรรคเพื่อไทย- พรรคภูมิใจไทยและ พรรคประชาชน แม้จะประกาศปั้นยอดตัวเลขสส. ให้ทะยานขึ้นไป มากเท่าใดก็ตาม แต่อย่าลืมว่า ในห้วงทั้ง “ก่อน” และ “เข้าโค้งสุดท้าย” ต่างยังมี “หมัดเด็ด” ทิ้งทวนกันอีก

ทั้งในด้านนโยบาย ไปจนถึง “เงื่อนปม” ที่อาจกลายเป็น “ปัญหา” ให้พรรคใดพรรคหนึ่ง หรือแคนดิเดตนายกฯ คนใด คนหนึ่งมีอันต้องสะดุด

เวลานี้ดูเหมือนว่า พรรคประชาชน จะอยู่ในสภาพที่อ่วมอรทัย มากกว่าใคร  เพราะในระหว่างเดินสายหาเสียง ยังต้องชี้แจง อธิบายกับพี่น้องประชาชนทั้งเรื่องม.112 ,มีทหารเอาไว้ทำไม ไปจนถึงการแก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวอะไรกับปากท้องชาวบ้าน

ยังไม่นับรวมไปถึงการเปิดประเด็นร้อนๆ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง การเกิดวิวาทะ ระหว่างอดีตสส.ของพรรค จนทำให้พรรคประชาชน ติดหล่มกับ “ดรามา” แม้ “เท้ง”  ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ จะพยายามเลี่ยงเรื่องดรามาแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี การแข่งขันทางการเมืองระหว่าง ศึก3ขั้ว โอกาสที่  แต่ละพรรคจะผลักดันตัวเลขสส.ให้ชนะบาดชนิดแลนด์สไลด์ พรรคใด พรรคหนึ่ง มีโอกาสเป็นไปได้ยาก  เพราะนอก3 พรรคหลักแล้ว ยังปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม  ยังมีความพยายามที่จะชิงการเป็น “พรรคอันดับ 4”  ในพื้นที่ฐานเสียงที่เชื่อว่าจะเป็น “จุดแข็ง”สำหรับพรรคได้มากที่สุด

ดังนั้นเมื่อ 3 พรรคใหญ่ ทั้งแดง ส้มและสีน้ำเงิน  จึงจะต้องไปเจอโจทย์ใหญ่ หลังการเลือกตั้งที่ว่า สีใดจะไปจับมือกับใครเพื่อตั้งรัฐบาลผสม โดยที่จะเกิด “ปัญหา” ให้น้อยที่สุด และมีความเป็นไปได้มากที่สุด !

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หนึ่งในสมการการตั้งรัฐบาลผสม ถูกเชื่อมโยงว่า เก้าอี้นายกฯคนใหม่ อาจเป็นของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะมีความพร้อมในแง่สรรพกำลัง เหนือพรรคคู่แข่ง  แต่ไม่ได้หมายความ พรรคเพื่อไทย ในวันที่ไร้ “ทักษิณ ชินวัตร”  ผู้นำทางจิตวิญญาณ จะหมดพลังถึงขั้น ไปต่อไม่ไหว อย่าลืมว่า พรรคเพื่อไทย ยังมี “คนเสื้อแดง” เป็นกองกำลังในภาคสนามที่ไม่อาจมองข้าม

ขณะที่ พรรคประชาชน แม้เวลานี้จะจมอยู่กับกระแสสารพัดดรามา แต่การเลือกตั้งรอบนี้  ดูเหมือนว่า “เป้าหมาย” ของพรรคส้มไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะ “คนรุนใหม่” เท่านั้น อย่าลืมว่า “ด้อมส้ม”  ณ วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่คนเจน Z อีกต่อไป และนอกจากนี้พรรคประชาชน ยังคาดหวังว่า คะแนนเลือกตั้งรอบนี้ ยังน่าจะมาจากใน “ค่ายทหาร”  จากกำลังพลที่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรค

อย่างไรก็ดี หากยังไม่มีการลงคะแนน เลือกสส. เกมยังเดินไปไม่ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทั้ง 3 ขั้วย่อมมีความหวังด้วยกันทั้งสิ้น เพราะแม้ที่สุดแล้ว จำนวนสส.ที่ได้เท่าไหร่นั้นยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะหนุนให้เข้าทำเนียบฯเท่านั้น

เพราะในเมื่อการชนะเลือกตั้งไม่สามารถ “ชนะขาด” ได้ในสนามเลือกตั้ง  การจับมือกับ พรรคการเมืองกับ ขั้วที่ 4 ซึ่งจะมีการช่วงชิงกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคกล้าธรรม  แล้วยังต้องมองต่อไปถึง “พรรคในขั้วอนุรักษ์นิยม” พรรคอื่น ๆ จะดึงมาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขแบบใด

การชูโอกาสและความเป็นไปได้ ว่า ใครคือ “นายกฯคนใหม่” ที่จะได้เข้าทำเนียบรัฐบาล ในห้วงเวลานี้ จึงเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้พรรคพันธมิตร ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกขั้วสีแดง -สีส้ม หรือสีน้ำเงิน ให้อนุทิน กลับไปนายกฯรอบที่ 2