เทียบฟอร์ม "5 พรรค" เปิด "นโยบายความมั่นคง" ในวันที่ "ชายแดนไทย" ไม่เหมือนเดิม "ไฟใต้" ปะทุรอบใหม่ !

เทียบฟอร์ม "5 พรรค" เปิด "นโยบายความมั่นคง" ในวันที่ "ชายแดนไทย" ไม่เหมือนเดิม "ไฟใต้" ปะทุรอบใหม่ !

ชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่งสงบ แต่ยังอยู่ในห้วงของการ “เฝ้าระวัง”  แม้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม แต่ไม่ประมาท โดยทางกองทัพยัง “คงกำลัง” ไว้อย่างน้อย 1 ปี จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายจริง

ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาอยู่ในความสงบ ช่วงส่งท้ายปีเก่า 2568 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า “ชายแดนใต้”  กลับมาลุกเป็นไฟ ! รอบใหม่

เมื่อเกิดเหตุคนร้ายลอบระเบิดปั๊มน้ำมัน และมีการเผาทำลายหลายแห่ง รวมทั้งสิ้น 11 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัด เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 11 ม.ค.69 ที่ผ่านมา ทั้ง นราธิวาส ยะลาและปัตตานี

 แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และยังอาจสวนทางกับสิ่งที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์วันแรกที่ได้รับรางานว่า ไม่เกี่ยวกับ “ก่อการร้าย”  แต่ต่อมายอมรับว่า มีการเน้นเป้าหมาย

รวมทั้งยังมีผู้บาดเจ็บประมาณ 7 คน และผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลมีแผนใช้งบกลางในการเยียวยา

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่กลับมาปะทุรอบใหม่ และสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่แม้จะอยู่ห้วงของการ “หยุดยิง” แต่ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่วางใจและวิตกว่า จะมีการปะทะ “รอบที่ 3”

ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้  แนวทางการนำเสนอ “นโยบายด้านความมั่นคง” จึงเป็นอีกประเด็นที่มีความสำคัญ ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง จะต้องเสนอนโยบาย เพื่อให้ประชาชน ในฐานะ “โหวตเตอร์” มั่นใจได้ว่าหากเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงได้จริง !

พรรคภูมิใจไทย  ในฐานะเป็นพรรคที่ยังรักษาการรัฐบาล  หลังการเลือกตั้ง และได้ผ่านห้วงเวลาการปะทะกันมาแล้ว 2รอบ ระหว่างไทย-กัมพูชา ล่าสุดยังทำหน้าที่นายกฯรักษาการ จึงเท่ากับว่า  พรรคภูมิใจไทย เจอศึกหนักก่อนพรรคคู่แข่ง

และนอกเหนือไปจากที่พรรคภูมิใจไทย ชูนโยบาย เปิดรับสมัคร  “ทหารอาสา” 100,000 คน สัญญาจ้าง 4 ปี มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท แล้ว พรรคยังมี “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รมว.ต่างประเทศ ร่วมเป็นแคนดิเดตนายกฯ

โดยก่อนหน้านี้สีหศักดิ์ โชว์ฝีมือการทูตในเวทีโลก เพื่อสู้กับรัฐบาลกัมพูชามาแล้ว ดังนั้นรอบนี้ พรรคสีน้ำเงิน ชูม็อตโต้ “ไทยเป็นไทในเวทีโลก” ย้ำว่า ประเทศที่เข้มแข็งด้านการต่างประเทศ คือกุญแจสำคัญในการพาประเทศฝ่าวิกฤติ

“กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ”  ทีมบริหารรัฐบาลพรรคประชาชน นำเสนอวิสัยทัศน์ เมื่อวันเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ที่ผ่านมา โดยในส่วนของงานด้านความมั่นคง ชูสโลแกน ที่ “สู่ยุคความมั่นคงใหม่ สร้างกองทัพทันสมัย ปราบภัยสแกมเมอร์-ทุนเทา”

กิตติพงษ์ ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเย็น โลกและประเทศไทยไม่เคยเจอสภาวะความผันผวนทางความมั่นคงแบบทุกวันนี้ สงครามและความขัดแย้งเกิดขึ้นทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเข้ามาพร้อมกับภัยคุกคามและหลักนิยมทางทหารรูปแบบใหม่ สงครามโดรน ยานไร้คนขับ สงครามไซเบอร์ คือสงครามรูปแบบใหม่ที่ทุกประเทศกำลังใช้ ในขณะที่ประเทศไทยต้องพบกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดทางงบประมาณ ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ กองทัพต้องมีความเข้มแข็ง ต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ปัจจัย คือ 1. กำลังพล 2.ยุทโธปกรณ์ และ 3.  ปัจจัยทวีกำลัง

นอกจากพรรค มีนโยบายพลทหารสมัครใจ 100% เปลี่ยนการเกณฑ์ทหารแบบบังคับให้เป็นแบบสมัครใจ ,นโยบายปฏิรูปศาลทหาร นโยบายปฏิรูปธุรกิจกองทัพ แล้วยังเห็นว่า ข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วงที่ผ่านมา ขีดความสามารถทางยุทโธปกรณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กองทัพไทยได้เปรียบทางการทหาร ดังนั้น การรักษาอธิปไตยของประเทศ การรักษาระยะห่างด้านศักดิ์สงคราม และการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ จึงเป็นวาระเร่งด่วน

ในด้านการป้องกันชายแดน จะสนับสนุนให้มีโครงการสมาร์ททาวเวอร์ ตรวจจับการลักลอบวางทุ่นระเบิด การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และโดรน ลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร บันทึกหลักฐานการละเมิดเพื่อใช้ในเวทีระหว่างประเทศ

ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์  ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมัน 11 แห่งล่าสุด ว่า การจงใจก่อเหตุพร้อมกัน ต้องการที่จะสื่อสารหรือแสดงออกอะไร และจะเป็นตัวสะท้อนกลับมายังพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะยังต้องมีคำตอบที่ชัดเจน กับปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“พรรคประชาธิปัตย์ได้บรรจุไว้เป็นหนึ่งในนโยบาย ที่เรามองว่าที่สุดจะต้องมีคำตอบ ที่เป็นคำตอบทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามจะต้องดูแลเรื่องของความปลอดภัยของประชาชน เป็นอันดับแรก” (11 ม.ค.69)

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายรับสมัคร “ทหารอาสา” โดยสามารถรับราชการได้ 4 ปี มีสวัสดิการเหมือนข้าราชการทหารประจำการ ทหารอาสาสามารถเพิ่มวุฒิการศึกษาระหว่างเป็นทหารอาสาได้ ให้กองทัพเพิ่มโอกาสให้กำลังพลส่วนนี้สามารถรับการศึกษาควบคู่ไปกับการรับราชการทหาร ตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป 1 ครอบครัว 1 ทหารอาสา 1 อาชีพหลังปลดประจำการ

พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งวันนี้ “ตรีนุช เทียนทอง” ขึ้นมานำทัพ ต่อจาก “บิ๊กป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งถอยไปนั่งประธานที่ปรึกษาของพรรค ชูนโยบายความมั่นคง เน้นไปที่การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประกาศผลักดันการยกเลิก MOU 43 และ44  ทบทวนทุกข้อตกลงอย่างโปร่งใส เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด ชู “ทหารเกณฑ์ก้าวหน้า”  ฝึกแล้วต้องได้สิทธิ มีอนาคตหลังปลดประจำการ ได้ทักษะ ได้วุฒิ ได้งานจริง ทั้งสายทหารและตลาดแรงงาน

พรรคไทรวมพลัง ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเล็ก มี “วสวรรธน์ พวงพรศรี” เป็นหัวหน้าพรรค มีฐานที่มั่นอยู่ที่จ.อุบลราชธานี และยังเป็นผู้ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร มาตั้งแต่การปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งรอบแรกและรอบที่สอง

พรรคไทรวมพลัง ต้องการนำเสนอการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ว่าควรถูกยกระดับขึ้นเป็น “วาระแห่งชาติ” ไม่ใช่นโยบายหาเสียงเท่านั้น  และยังชูเรื่องการเพิ่มงบประมาณลงไปแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างถนนไปยังฐานทหารต่างๆ  และการสร้างรั้วป้องกันชายแดน การปักปันเขตแดนต้องเร่งดำเนินการให้จบ ก่อนที่จะไปเจรจา การดูแลสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย ทั้งด้านความเป็นอยู่ ไปจนถึงการเพิ่มเงินให้ทหาร