- โฆษณา -

จับตา พรบ.อากาศสะอาด สิทธิหายใจ ฝากไว้กับรัฐบาลใหม่

จับตา พรบ.อากาศสะอาด สิทธิหายใจ ฝากไว้กับรัฐบาลใหม่

ช่วงมกราคมของทุกปี มักพบค่าฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กระทบสุขภาพผู้คนจำนวนมาก ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการมีเครื่องมือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... (พรบ.อากาศสะอาด) จึงถือเป็นความหวังสำคัญในการคืนสิทธิพื้นฐานในการหายใจให้กับประชาชน

โดยกฎหมายฉบับนี้มีหัวใจสำคัญคือการรับรองว่าอากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชนและสุขภาวะ รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องและทำให้เกิดขึ้นจริง ความสำคัญของร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ ให้มีสิทธิได้รับการตรวจสุขภาพและรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

- โฆษณา -

ในมิติทางการเมือง กฎหมายดังกล่าวถูกผลักดันมานานกว่า 6 ปี ปัจจุบันผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เนื่องจากมีการยุบสภาจึงหยุดชะงักไป สิ่งที่น่ากังวลคือเงื่อนไขทางกฎหมายที่ระบุว่ารัฐบาลใหม่ต้องหยิบยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาต่อภายใน 60 วันแรกเมื่อเปิดสมัยประชุมสภา เพื่อไม่ให้ร่างกฎหมายนี้ตกไปและต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด

ปัญหาและอุปสรรคสำคัญยังมาจากเสียงคัดค้านของภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่แสดงความกังวลว่ากฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย เพิ่มภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ SME และอาจมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่ รวมถึงประเด็นการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่อาจใช้ช่องว่างให้เกิดการทุจริต

ขณะที่ภาคประชาสังคมโต้แย้งว่ากฎหมายนี้ยึดหลัก "ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (Polluter Pays Principle)" เพื่อนำเงินกลับมาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด ไม่ได้มุ่งเน้นการลงโทษผู้ประกอบการรายย่อยอย่างหาบเร่แผงลอย

สำหรับแนวทางแก้ไขสถานการณ์ที่ล่าช้า ที่ผ่านมาสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกเป็นพระราชกำหนด (พรก.) อากาศสะอาด แทนในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เพื่อให้มีมาตรการเร่งด่วนในการจัดการภัยพิบัติสาธารณะจากฝุ่นพิษได้ทันท่วงที

ในแง่ของนโยบายจากพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเน้นการผลักดันกฎหมายแม่บทควบคู่กับการปฏิรูประบบขนส่งสู่รถเมล์ไฟฟ้าและรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่นในเมือง รวมถึงยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky) จัดการฝุ่นข้ามพรมแดน

พรรคประชาชนมุ่งเน้นการจัดการที่ต้นทางด้วยกฎหมาย PRTR บังคับโรงงานเปิดเผยข้อมูลมลพิษ การเปลี่ยน KPI จากจุดความร้อนเป็นพื้นที่เผาไหม้จริง และสนับสนุนงบประมาณจัดการเศษวัสดุเกษตร 250-2,000 บาทต่อไร่เพื่อหยุดการเผา

ด้านพรรคภูมิใจไทยเสนอการใช้โซลาร์เซลล์และรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในราคาถูกเพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชนและลดมลพิษ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ยกระดับปัญหาอากาศสะอาดเป็นวาระเร่งด่วนของอาเซียนเพื่อจัดการจุดความร้อนระดับภูมิภาค

ประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างกฎหมายนี้หากมีการบังคับใช้ คือการมีระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เชื่อมโยงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ สุขภาพ และคุณภาพอากาศเข้าด้วยกัน เพื่อการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ยังมีกลไกทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีอากาศสะอาด ค่าธรรมเนียม และระบบการซื้อขายสิทธิในการระบายมลพิษ เพื่อจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยมีบทลงโทษที่รุนแรงทั้งทางแพ่งและอาญา สำหรับนิติบุคคลที่ฝ่าฝืนในพื้นที่วิกฤต

แม้แนวโน้มความเป็นไปได้ของกฎหมายจะขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่ความตื่นตัวของประชาชนและความร่วมมือจากกว่า 80 องค์กรภาคประชาสังคมในการติดตามกฎหมายอย่างใกล้ชิด จะเป็นแรงผลักดันสำคัญไม่ให้ร่างกฎหมายนี้ถูกลดทอนสาระสำคัญหรือถูกเตะถ่วงจนกลายเป็นเพียงกระดาษที่ไม่มีผลบังคับใช้จริง