“พรรคประชาชน” จิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ "ระบอบสีน้ำเงิน" เติบใหญ่

“พรรคประชาชน” จิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้ "ระบอบสีน้ำเงิน" เติบใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เผยแพร่บทความ "จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน" 

ซึ่งมีเนื้อหาสาระพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาสู่การวางกลไกผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 วุฒิสภา และองค์กรอิสระ โดยมี "พรรคภูมิใจไทย" เป็นผู้รับไม้ต่อในการขยายอิทธิพลจนกลายเป็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จในปัจจุบัน 

ข้อสังเกตดังกล่าวถือเป็นการประเมินโครงสร้างอำนาจที่แหลมคม แต่หากมองประวัติศาสตร์การเมืองอย่างรอบด้าน การวิพากษ์วิจารณ์ของ “ณัฐพงษ์” ได้ละทิ้ง "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ที่ผลักดันให้ระบอบนี้เติบใหญ่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า จิ๊กซอว์ชิ้นนั้นมาจากน้ำมือของ "พรรคประชาชน" นั่นเอง 

1. จุดเปลี่ยนอำนาจ 

หากย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2568 หลัง “แพทองธาร ชินวัตร” ถูกศาลตัดสินให้หลุดจากตำแหน่งนายกฯ ก่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง “พรรคเพื่อไทย” พยายามรักษาอำนาจต่อ ด้วยการผลักดัน “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 ของพรรคขึ้นเป็นนายกฯ 

ในขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรม และ สส. พรรคร่วมฯ จำนวนมาก ได้ตัดสินใจหันไปสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ แต่คะแนนเสียงก็ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ “พรรคประชาชน” ที่มีจำนวน สส. มากที่สุดในสภา กลายเป็นผู้ชี้ชะตาผ่าทางตัน เพราะเทคะแนนไปให้ฝั่งใด ฝั่งไหนก็จะกลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทันที 

โดยสุดท้ายแล้ว “พรรคประชาชน” ได้ตัดสินโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ ภายใต้เงื่อนไขหลักๆ คือ ไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาล ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน และเดินหน้าให้มีการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

2. สปริงบอร์ดการเมือง สู่การกินรวบอำนาจ 

การยกมือโหวตในวันนั้น ไม่ใช่เพียงการแก้สมการคณิตศาสตร์ในสภา แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือการ "ส่งมอบกุญแจทำเนียบรัฐบาล" และทรัพยากรแห่งรัฐทั้งหมดไปให้ “พรรคภูมิใจไทย” บริหารจัดการโดยชอบธรรม 

การได้ครอบครองสถานะแกนนำรัฐบาลในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ กลายเป็นสปริงบอร์ดชั้นดีที่ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” สามารถขยายเครือข่ายอิทธิพล ประสานผลประโยชน์ ดึงดูดกลุ่มทุนและเครือข่ายบ้านใหญ่ทั่วประเทศให้หลอมรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว 

ความได้เปรียบนี้แปรสภาพเป็นพลังทางการเมืองที่แข็งแกร่ง นำมาสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2569 อย่างถล่มทลาย และผลักดันให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศจนถึงทุกวันนี้ 

3. ภาพสะท้อนอันย้อนแย้ง 

การเติบโตของระบอบสีน้ำเงิน จึงไม่ใช่ผลผลิตจากกติกาและมรดก คสช. เพียงมิติเดียว แต่เป็นการประสานกันระหว่างโอกาสและการเปิดทางจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากในช่วงเวลาสำคัญ 

ดังนั้นการที่ “หัวหน้าพรรคประชาชน” ออกมาชี้ข้อบกพร่องและวิพากษ์วิจารณ์ความน่ากลัวของ “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงเกิดเป็นภาพสะท้อนที่ย้อนแย้งชวนให้ตั้งคำถามว่า “พรรคประชาชน” เองก็มีส่วนร่วมด้วยมิใช่หรือ ในระดับองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เติบใหญ่อย่างแข็งแกร่งขึ้นมาได้ในวันนี้ ?

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม