หาก “ชัชชาติ” แลนด์สไลด์ เป็นเพราะผลงาน หรือคู่แข่งไม่โดดเด่นพอ ?

บทความ บทวิเคราะห์23 มิ.ย. 2569 • 10:20 น.
หาก “ชัชชาติ” แลนด์สไลด์ เป็นเพราะผลงาน หรือคู่แข่งไม่โดดเด่นพอ ?

บรรยากาศโค้งสุดท้ายก่อนวันหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ จากผลสำรวจของโพลทุกสำนักที่ตัวเลขคะแนนนิยมของ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แชมป์เก่าหมายเลข 9 ทะยานนำโด่ง จนทำให้หลายคนรู้สึกว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้จืดชืดและขาดความตื่นเต้น” 

ปรากฏการณ์คะแนนนิยมนำแบบม้วนเดียวจบนี้ นำมาสู่คำถามสำคัญว่า ที่ “ชัชชาติ” อาจชนะอย่างถล่มทลาย เป็นเพราะเขามีผลงานที่ดีเยี่ยมจนไร้ที่ติ หรือเป็นเพราะคู่แข่งรอบนี้ไม่มีใครโดดเด่นมากพอที่จะขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่กันแน่ ? 

1. ฟากที่ 1 : ผลงานหน้าตักและนวัตกรรมเปลี่ยนเมือง 

หากมองในมุมของฝ่ายสนับสนุน ชัยชนะที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ "ผลสัมฤทธิ์" จากการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา “ชัชชาติ” ไม่ได้ขายเพียงแค่ความฝัน แต่เขาส่งมอบสิ่งที่คนกรุงสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน 

(1) เปลี่ยนระบบราชการด้วยปลายนิ้ว 

แพลตฟอร์ม Traffy Fondue คืออาวุธลับที่ทรงพลังที่สุด มันทลายกำแพงความล่าช้าของระบบราชการ กทม. คืนอำนาจให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการซ่อมเมือง ส่งผลให้เกิดความผูกพันในฐานะ "ผู้ร่วมสร้าง" ที่เหนียวแน่น 

(2) การแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย 

แม้จะไม่มีการตอกเสาเข็มโครงการใหญ่โตอลังการ แต่การลอกท่อระบายน้ำขนานใหญ่ การเปลี่ยนไฟถนน LED และการปรับปรุงทางเท้ามาตรฐานใหม่ทั่วกรุง คือสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนเมืองหลวง 

(3) แบรนด์ดิ้งที่ยากจะเลียนแบบ 

ภาพลักษณ์ "ผู้ว่าฯ สัญจร" ที่ลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยไม่เว้นวันหยุดตลอด 4 ปี สร้าง "กำแพงความคุ้นเคย" ที่ทำให้ผู้สมัครหน้าใหม่แทบไม่มีช่องว่างแทรกตัวเข้ามาได้เลย 

2. ฟากที่ 2 : สุญญากาศตัวแกร่ง และยุทธศาสตร์ที่ไร้คู่ต่อสู้ 

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถมองข้ามความจริงอีกด้านหนึ่งได้ว่า ชัยชนะที่เบ็ดเสร็จนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง "ความไม่พร้อม" ของคู่ต่อสู้ในสนาม 

(1) พรรคใหญ่ไร้บิ๊กเนม 

พรรคการเมืองกระแสแรงระดับประเทศอย่างพรรคประชาชน ส่ง “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” (หมายเลข 10) นักวิชาการสายเทคโนโลยี/ดาต้า แม้จะมีนโยบายที่เฉียบคม แต่ในแง่ของ "บารมีทางการเมือง" และ "พลังแม่เหล็ก" ยังห่างไกลจาก “ชัชชาติ” 

เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ส่ง “อนุชา บูรพชัยศรี” (หมายเลข 5) ซึ่งมาในภาพลักษณ์นักบริหารสายเนี้ยบ แต่ขาดความจัดจ้านในการปลุกฐานเสียงฝั่งอนุรักษ์นิยม ขณะที่พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่ส่งผู้สมัคร 

(2) พฤติกรรมโหวตไขว้ 

ผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ปัจจัยที่ทำให้คนตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ รอบนี้ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล สูงถึง 81.10 % ในขณะที่พรรคการเมืองมีผลเพียง 18.90 % นี่คือเหตุผลที่ฐานเสียงพรรคส้มและพรรคเพื่อไทยบางส่วน หันมาเทคะแนนให้ผู้สมัครอิสระอย่าง “ชัชชาติ” โดยแยกแยะระหว่างการเมืองระดับชาติและการบริหารท้องถิ่น 

(3) เดดล็อกเชิงอุดมการณ์ : การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีการปลุกกระแส "ความกลัว" หรือ "ความเกลียดชัง" เชิงขั้วการเมืองเหมือนปี 2565 เมื่อไม่มีภาพลักษณ์ "ซ้ายสุด" หรือ "ขวาสุด" มาท้าทาย “ชัชชาติ” ที่วางตัวเป็นผู้จัดการเมืองสายประนีประนอมจึงลอยลำ 

3. ชัยชนะที่น่าจับตา... แต่สภา กทม. คือของจริง 

บทสรุปของสมการนี้อาจไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง "ผลงานดี" หรือ "คู่แข่งไม่โดดเด่นพอ" แต่เป็นทั้งสองปัจจัยที่เกิดขึ้นถูกที่ถูกเวลา ความแข็งแกร่งของ “ชัชชาติ” ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการสูงชัน ขณะที่คู่ต่อสู้รอบนี้ไม่มีใครมีทรัพยากรหรือบารมีมากพอที่จะปีนข้ามกำแพงนั้นมาได้ 

แต่สิ่งที่คนกรุงต้องขบคิดต่อคือ "ความสงบราบคาบในสนามผู้ว่าฯ อาจนำมาซึ่งความตึงเครียดในสภา กทม." 

เพราะในขณะที่เก้าอี้ผู้ว่าฯ อาจจะดูนำห่าง แต่สมรภูมิการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) กลับดุเดือดเลือดแทบกระเด็น ทุกพรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์หวังยึดพื้นที่สภา กทม. เพื่อไว้คานอำนาจและตรวจสอบผู้บริหาร 

และหากผลลัพธ์ลงเอยด้วยการที่ “ชัชชาติ” ชนะถล่มทลายตามคาด แต่สภา กทม. ถูกครองเสียงส่วนใหญ่โดยพรรคการเมือง กรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้า จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วอย่างไร้รอยต่อ หรือขับเคลื่อนไปในทิศทางใด ?

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม