- โฆษณา -

เจาะลึกความสัมพันธ์สามเส้า ผู้นำจิตวิญญาณ แดง น้ำเงิน เขียว ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร

เจาะลึกความสัมพันธ์สามเส้า ผู้นำจิตวิญญาณ แดง น้ำเงิน เขียว ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร

ท่ามกลางอุณหภูมิการเมืองในเดือนสิงหาคม 2569 แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปหลายเดือนแล้วและพรรคภูมิใจไทยได้สถาปนาอำนาจเป็นแกนนำรัฐบาลอย่างมั่นคง แต่คลื่นใต้น้ำกลับร้อนระอุด้วยกระแสข่าวลือที่สั่นสะเทือนตึกไทยคู่ฟ้า นั่นคือความเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่า "ปฏิญญาโมนาโก"

โดยมีข่าวสะพัดว่า “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (ค่ายสีเขียว) บินลัดฟ้าไปพบ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย (ค่ายสีแดง) ถึงประเทศโมนาโก เพื่อเจรจาผนึกกำลังกันโค่นล้มขั้วสีน้ำเงิน

- โฆษณา -

แม้ “ร.อ.ธรรมนัส” จะรีบออกมาดับไฟข่าวลือผ่านโซเชียลมีเดียว่า ไปพักผ่อนกับครอบครัว พร้อมประกาศ “ตน ไม่ชอบเป็นอีแอบ" และติดแฮชแท็กไม่มีปฏิญญา Monaco แต่ในโลกของการเมือง ข่าวลือคือการโยนหินถามทาง ที่ทำให้พรรคกล้าธรรมกลับมามีราคา ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ใช้กระแสนี้ส่งสัญญาณถึงพรรคภูมิใจไทยว่า พวกเขาไม่ได้มีทางเลือกเดียว

ความหวาดระแวง การชิงไหวชิงพริบ การหักเหลี่ยมเฉือนคม และการเปลี่ยนขั้วย้ายข้าง เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายครา เป็นวัฏจักรที่ถูกถักทอผ่านสายใยแห่งความสัมพันธ์ ความแค้น อำนาจ และความอยู่รอด

โดยเรื่องราวของพวกเขาทั้ง 3 คน คือบทพิสูจน์สัจธรรมที่ทรงพลังในประวัติศาสตร์การเมืองที่ว่า "ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร"

1. ความสัมพันธ์ ทักษิณ - เนวิน

1.1 ยุคทองใต้ร่ม “ไทยรักไทย”

ย้อนกลับไปในยุคทองของพรรคไทยรักไทยช่วงปี 2544-2549 "เนวิน ชิดชอบ" คือขุนพลคู่กายที่ "ทักษิณ ชินวัตร" ไว้วางใจมากที่สุด “เนวิน” เข้ามาร่วมชายคา “ไทยรักไทย” ในปี 2545 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง และในยามที่ทักษิณเผชิญมรสุมม็อบขับไล่ เนวินก็คือผู้ยืนขนาบข้างและเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องนายใหญ่

1.2 วลีประวัติศาสตร์ "มันจบแล้วครับนาย"

แต่เมื่อลมเปลี่ยนทิศ อำนาจก็เปลี่ยนมือ พรรคพลังประชาชน (อดีตพรรคไทยรักไทย) ถูกยุบในปี 2551 “เนวิน” ตัดสินใจนำ สส. ในมุ้งของตนตีจากขั้วเดิม ไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อดัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขึ้นเป็นนายกฯ รอยร้าวครั้งนั้นถูกตอกลิ่มด้วยวลีทางการเมืองที่ดังกึกก้องที่สุดในทศวรรษ "มันจบแล้วครับนาย"

1.3 ทักษิณ เนวิน จับมือตั้งรัฐบาลในรอบ 15 ปี (พ.ศ. 2566)

รอยแค้นที่บาดลึกยาวนานกว่าทศวรรษ กลับถูกสลายลงด้วยความจำเป็นทางการเมือง ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 สถานการณ์บีบบังคับให้พรรคเพื่อไทยต้องสลัดทิ้งพรรคก้าวไกล ก่อนตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว โดยมีภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งถือเป็นการทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์แตกหักในปี 2551

1.4 ศึกชิงมหาดไทย จุดแตกหักปี 2568

ความบาดหมางระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทย ปะทุขึ้นอีกครั้งในปี 2568 เมื่อทักษิณส่งสัญญาณทวงคืนกระทรวงมหาดไทยเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง กระทั่งเมื่อเกิดกรณีคลิปเสียงแพทองธาร-ฮุนเซน ที่สร้างความโกรธแค้นให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ภูมิใจไทยจึงใช้จังหวะนี้ถอนตัวออกจากรัฐบาล

1.5 "อนุทิน" ผงาดนั่งนายกฯ และจุดจบรัฐบาลเพื่อไทย

ไฮไลต์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2568 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ “แพทองธาร” พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส ย้ายข้างนำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมสนับสนุนภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับค่ายน้ำเงิน ค่ายส้ม บรรลุข้อตกลง MOA ฉบับพิสดาร เทเสียงให้อนุทินเป็นนายกฯ ส่งผลให้ภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคเพื่อไทยกลับกลายไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน

1.6 การเลือกตั้งปี 2569: การสถาปนาระบอบสีน้ำเงิน

ชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2569 คือเครื่องพิสูจน์ว่า เนวินได้นำยุทธศาสตร์ "ทักษิณโมเดล" มาอัปเกรดด้วยการรวบรวมตระกูลบ้านใหญ่ ควบคู่กับนโยบาย "พูดแล้วทำพลัส" จนสามารถตีฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานแตกกระจุย ส่งผลให้ “เนวิน” กลายเป็นผู้คุมเกมตัวจริงที่สถาปนาระบอบสีน้ำเงินได้อย่างสมบูรณ์

2. ความสัมพันธ์ ทักษิณ - ธรรมนัส

2.1 คอนเนกชันที่ยาวนาน

อีกด้านหนึ่งของกระดานการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่าง “ทักษิณ” กับ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย “ร.อ.ธรรมนัส” เคยทำงานยุทธศาสตร์ในกรุงเทพฯ ให้พรรคไทยรักไทยตั้งแต่ปี 2542 และเคยอยู่ในบัญชีรายชื่อ สส. พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งปี 2557 (การเลือกตั้งเป็นโมฆะ) เขาคือนักประสานสิบทิศที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับตระกูลชินวัตรมาอย่างยาวนาน

2.2 วิกฤตปี 2568 และคำสารภาพ "พี่ดูคนผิด"

แต่เมื่อวิกฤตการเมืองปลายเดือนสิงหาคม 2568 ในนาทีที่พรรคเพื่อไทยต้องการเสียงสนับสนุนเพื่อรักษาสถานะแกนนำรัฐบาล “ร.อ.ธรรมนัส” กลับเลือก "ถอนตัว" ทิ้งเพื่อไทย แล้วหันไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยแทน

การตีจากกะทันหันทำให้ “ทักษิณ” ถึงกับเอ่ยปากกลางวง สส. ว่า "พี่ผิดไปแล้ว พี่ดูคนผิด ไว้วางใจธรรมนัสมากเกินไป"

2.3 กฎแห่งการเอาตัวรอด และบำเหน็จก้อนโต

“ร.อ.ธรรมนัส” ตอบโต้ในวันรุ่งขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า "ปีนี้ผมอายุ 60 ปีแล้ว มีลูก 8 คน ไม่อยากจำว่าทำอะไรให้ใครบ้าง... การเมืองเกิดวิกฤต ก็ต้องหาทางออกด้วยการเมือง อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ซ้ำซาก"

ซึ่งสำหรับธรรมนัส นี่ไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์หรือความแค้น แต่เป็น "สัญชาตญาณการเอาตัวรอด" ของคนที่ผ่านช่วงเวลาวิกฤตมาแล้วอย่างโชกโชน

เมื่อ “อนุทิน” ขึ้นเป็นนายกฯ “ร.อ.ธรรมนัส” ได้รับบำเหน็จก้อนโต นั่งควบรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน ครม. อนุทิน 1 หลังจากนั้นภาพลักษณ์ของทั้ง 2 พรรค ก็กลายเป็นคู่หูเพื่อนรักกันนับจากนั้นมา

2.4 กล้าธรรม ถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

อย่างไรก็ตาม การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน แม้ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคกล้าธรรมจะกวาดเก้าอี้ สส. ไปถึง 58 ที่นั่ง แต่กลับถูกพรรคภูมิใจไทย "ลอยแพ" ไม่ดึงเข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากความขัดแย้งที่ส่งผู้สมัครลงชนกันในหลายเขต

พรรคกล้าธรรมจึงกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านชนิดพลิกความคาดหมาย ส่วนพรรคเพื่อไทยที่ได้เก้าอี้ สส. 74 ที่นั่ง ได้เข้าร่วมรัฐบาล และได้โควตาคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นกล่องดวงใจของพรรคกล้าธรรม

3. สัจธรรมที่ไม่มีวันเปลี่ยน

 หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่ เรื่องราวของ ทักษิณ เนวิน และ ร.อ.ธรรมนัส คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ตราบใดที่อำนาจยังสามารถจัดสรรได้ มิตรและศัตรูก็เป็นเพียงบทบาทในแต่ละช่วงเวลา ที่สลับผลัดเปลี่ยนกันไป…บนเวทีแห่งผลประโยชน์เท่านั้นเอง

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม