- โฆษณา -

บ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่งสายตรงลงหลายตำแหน่งสำคัญ กระชับอำนาจในค่ายสีน้ำเงิน ?

บ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่งสายตรงลงหลายตำแหน่งสำคัญ กระชับอำนาจในค่ายสีน้ำเงิน ?

ปรากฏการณ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงและข้าราชการการเมืองในช่วงกลางปี พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา หากมองผิวเผินอาจเป็นเพียงการสับเปลี่ยนกำลังพลตามวาระหรือเพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ

แต่หากนำ "จิ๊กซอว์" แต่ละชิ้นในกระทรวงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพลังงาน มาต่อกัน จะพบร่องรอยการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

- โฆษณา -

คำถามที่ชวนให้ขบคิดคือ หมากกระดานนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นยุทธศาสตร์ลึกซึ้งของ "บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ภายใต้ร่มเงาของ "ครูใหญ่" เนวิน ชิดชอบ ที่กำลังส่ง "สายตรง" เข้ามากระชับพื้นที่เพื่อควบคุมกลไกอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ?

1. "ทุจริตสอบท้องถิ่น" สู่การจัดระเบียบใหม่

จุดเริ่มต้นที่สั่นคลอนเสถียรภาพจนนำมาสู่การล้างไพ่ครั้งสำคัญ คือ คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น คดีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ “ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ต้องถูกเด้งเข้าประจำกระทรวงมหาดไทย

แต่ไฟยังลามทุ่งไปถึงกระทรวงคมนาคม เมื่อ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (คนสนิทของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ต้องยื่นใบลาออกอย่างกะทันหัน ทั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งไม่ถึง 3 เดือน ท่ามกลางกระแสข่าวหนาหูว่า มีผู้ใช้นามสกุล "ชูแก้ว" สอบติดในลำดับต้นๆ

ทำให้ผู้มากบารมีของพรรคภูมิใจไทยต้องสั่ง "ตัดไฟแต่ต้นลม" เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคถูกโยงเข้ากับคดีทุจริตนี้ในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ

2. กระทรวงคมนาคม : บ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่ง "คนสนิท" ประกบขุนพลภาคใต้ ?

เมื่อเก้าอี้เลขาฯ รมว.คมนาคม ว่างลง การเติมเต็มตำแหน่งนี้กลับเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมือง มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ได้แต่งตั้ง “กฤชเทพ สิมลี” อดีตอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เข้ามาสวมบทบาทแทน

ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่โปรไฟล์การทำงานที่เก๋าเกม แต่กุญแจสำคัญคือความสัมพันธ์ส่วนตัว “กฤชเทพ” เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 90 (OSK 90) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีความสนิทสนมกับ “เนวิน ชิดชอบ”

การส่งอดีตข้าราชการรุ่นเก๋าที่เป็น "สายตรง" เข้ามาประกบการทำงานของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม จึงถูกนักวิเคราะห์การเมืองมองว่า นี่คือการส่ง "หูตา" ของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” เข้ามาสอดส่องการบริหารงบประมาณมหาศาล และถ่วงดุลอำนาจของกลุ่มการเมืองสายใต้ภายในพรรคเดียวกัน หรือไม่ ?

3. กระทรวงพลังงาน: อุบัติเหตุทางการเมือง สู่ชัยชนะของ "อดีตหน้าห้อง"

อีกหนึ่งไฮไลต์คือการชิงเก้าอี้ปลัดกระทรวงพลังงาน เดิมทีโผการเมืองได้วางตัว “ดร.ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้โอนย้ายข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

แต่แล้วดีลก็ต้องสะดุดล้มลงจากอุบัติเหตุทางธุรการที่แฝงด้วยการงัดข้อทางการเมือง เมื่อ “ดร.ณัฐพล” ไม่ยอมรับโทรศัพท์จากแกนนำรัฐบาลในห้วงเวลาสำคัญ โดยให้เหตุผลว่า "ลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ"

สุญญากาศที่เกิดขึ้นเปิดทางให้ "ม้ามืด" อย่าง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ในการประชุม ครม. วันที่ 18 สิงหาคม 2569

จุดแข็งที่ทำให้เทคโนแครตลูกหม้อกระทรวงเกษตรฯ ผู้นี้ได้รับการผลักดันอย่างทรงพลัง คือประวัติในอดีตที่เขาเคยทำงานเป็นคณะทำงานใกล้ชิด หรือ "หน้าห้อง" ของ “เนวิน ชิดชอบ” ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

แม้ฝ่ายการเมืองจะอ้างเรื่องความสามารถด้านเศรษฐกิจ แต่การดึงบุคคลที่เคยร่วมงานใกล้ชิดกับ "ผู้นำจิตวิญญาณ" ของพรรคเข้ามาคุมกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านพลังงานของประเทศ ย่อมสะท้อนความพยายามในการสร้างเอกภาพระหว่างกระทรวงกับทิศทางของพรรคแกนนำรัฐบาล

4. มหาดไทย : จากผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ สู่ อธิบดี สถ.

จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายและอาจจะสำคัญที่สุด คือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่ 20 ตำแหน่ง (มีผล 1 ตุลาคม 2569) เพื่อจัดระเบียบขุนพลคลองหลอดใหม่

ตำแหน่งที่ถูกจับตามากที่สุดคือ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่ง ครม. มีมติให้ “ปิยะ ปิจนำ” ขยับจากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวนี้

“ปิยะ” ถือเป็นข้าราชการ "สายตรงบุรีรัมย์" อย่างแท้จริง เขาเติบโตในพื้นที่บุรีรัมย์มาอย่างยาวนาน มีความใกล้ชิดกับบ้านใหญ่

และผลงานชิ้นโบแดง คือการที่เขาแอคชั่นอย่างรวดเร็วในช่วงที่เกิดข่าวโกงสอบท้องถิ่น โดยเรียกประชุมตำรวจ 34 โรงพักและนายอำเภอ พร้อมตั้งโต๊ะแถลงการันตีว่าพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ "ไร้การทุจริต" และไม่มีผู้เสียหายแม้แต่รายเดียว

การนำบุคคลที่ไว้ใจได้สูงสุด เข้ามาคุมกรมที่มีอำนาจกุมงบประมาณและขุมกำลังส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศในช่วงเวลาที่กำลังเกิดวิกฤตศรัทธา ถือเป็นการเดินหมากปิดจุดอ่อนและขยายฐานอำนาจไปในคราวเดียวกัน

5. ข้อสังเกตทิ้งท้าย

การจัดวางบุคลากรในตำแหน่งยุทธศาสตร์ ทั้ง "กฤชเทพ" (คมนาคม) "ฉันทานนท์" (พลังงาน) และ "ปิยะ" (มหาดไทย) ชี้ให้เห็นถึงแบบแผนที่ชัดเจนของ "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" ในการใช้ประโยชน์จากภาวะวิกฤตเพื่อเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการผลักดัน "สายตรง" และ "คนคุ้นเคย" เข้าสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจจัดสรรทรัพยากรมหาศาล

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่พร้อมจะผันผวนได้ตลอดเวลา การมีเครือข่ายที่ไว้ใจได้ในกระทรวงเกรดเอ ย่อมเป็นปราการด่านสำคัญในการกระชับอำนาจ ทั้งในเชิงการขับเคลื่อนนโยบายและการรักษาฐานที่มั่นทางการเมือง

คำถามที่สังคมต้องติดตามต่อไปคือ การกระชับอำนาจแบบเบ็ดเสร็จนี้ จะนำไปสู่การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ ?

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม