เมืองที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากผู้คน มหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่เรียนรู้ แต่คือหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่น่าอยู่ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และชุมชน
ดร.มณฑล สุวรรณประภา อาจารย์ประจำหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ ดร.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยธานินทร์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของเมือง : จากองค์ความรู้สู่การสร้างเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน” ความว่า เมื่อพูดถึง “เมืองที่ยั่งยืน” หลายคนอาจนึกถึงเมืองที่มีต้นไม้ อาคารประหยัดพลังงาน ระบบขนส่งที่สะดวก หรือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ความยั่งยืนของเมืองนอกจากจะวัดจากโครงสร้างพื้นฐานหรือเทคโนโลยีแล้ว ยังสะท้อนผ่านคุณภาพชีวิตของผู้คน ตั้งแต่ทางเท้าที่ผู้สูงอายุเดินได้อย่างปลอดภัย อากาศที่หายใจได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่น พื้นที่สีเขียวที่ทุกคนเข้าถึง ไปจนถึงชุมชนที่ยังรักษาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของตนเองไว้ได้
เพราะหัวใจของ “เมือง” ไม่ได้อยู่เพียงที่ถนน อาคาร หรือโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่อยู่ที่ “ผู้คน” และคุณภาพชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน
เมื่อมองเมืองผ่านชีวิตของผู้คน จะพบว่าปัญหาต่าง ๆ แทบไม่เคยเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ปัญหาฝุ่น PM2.5 เชื่อมโยงทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การเดินทาง การก่อสร้าง และวิถีชีวิต เช่นเดียวกับน้ำท่วมที่สัมพันธ์กับระบบระบายน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการวางผังเมือง ยิ่งเมื่อสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ เมืองยิ่งต้องคำนึงถึงความหลากหลายของผู้ใช้งาน ตั้งแต่ทางเท้า ระบบการเดินทาง พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงการเข้าถึงสถานพยาบาล ระบบขนส่ง ตลาด และพื้นที่นันทนาการ
พื้นที่เขตบางพลัดซึ่งมีสัดส่วนประชากรสูงอายุในระดับสูง เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า เมืองในอนาคตไม่ควรถามเพียงว่า “เราจะสร้างอะไรเพิ่มขึ้น” แต่ต้องถามด้วยว่า “สิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ ทุกคนสามารถใช้ได้จริงหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้ SDG 11 หรือเป้าหมายเรื่องเมืองและชุมชนที่ยั่งยืนใกล้ตัวมากขึ้น เพราะการสร้างเมืองที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการเข้าใจว่าคนในเมืองกำลังเผชิญกับอะไร และความรู้ที่เรามีจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร
ตรงนี้เองที่มหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากกว่าที่คิด
มหาวิทยาลัยมีต้นทุนสำคัญคือ “ความรู้” ทั้งจากนักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา เครื่องมือ และเครือข่ายความร่วมมือ หากนำศักยภาพเหล่านี้มาเชื่อมกับข้อมูลภาครัฐและความรู้ของคนในพื้นที่ ก็จะช่วยให้มองเห็นปัญหาที่ซับซ้อนของเมืองได้ชัดขึ้น
ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ ความร้อน น้ำ พื้นที่สีเขียว สุขภาพ หรือพื้นที่เสี่ยง สามารถนำมาวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ใด ใครได้รับผลกระทบ และพื้นที่ใดควรได้รับการแก้ไขก่อน ขณะเดียวกัน นักศึกษาก็สามารถออกจากห้องเรียนมาร่วมสำรวจ เก็บข้อมูล พูดคุยกับชุมชน และนำสิ่งที่เรียนไปใช้กับโจทย์จริง
เมื่อเป็นเช่นนั้น “เมือง” ก็กลายเป็น “ห้องเรียนขนาดใหญ่” ของมหาวิทยาลัย ขณะที่มหาวิทยาลัยสามารถเป็น “พื้นที่ทดลองนวัตกรรมเมือง” (Urban Living Lab) เพื่อนำแนวคิดใหม่มาทดลองใช้จริง ตั้งแต่การดูแลพื้นที่สีเขียว การลดขยะและอาหารเหลือทิ้ง การประหยัดพลังงาน การจัดการน้ำ การออกแบบพื้นที่สำหรับคนทุกวัย ไปจนถึงการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ โดยเก็บข้อมูลและประเมินผล ก่อนนำแนวทางที่ได้ผลไปขยายผลร่วมกับชุมชนและหน่วยงานภายนอก ทำให้ความยั่งยืนเปลี่ยนจากสิ่งที่อยู่ใน “ตำรา” ไปสู่สิ่งที่ผู้คน “มองเห็นและสัมผัสได้”
เมืองในอนาคตย่อมต้องการเทคโนโลยี แต่คำถามไม่ควรอยู่เพียงว่าเทคโนโลยีนั้นใหม่เพียงใด หากต้องถามว่า ช่วยให้ชีวิตของผู้คนและสิ่งแวดล้อมดีขึ้นจริงหรือไม่
เทคโนโลยีงานก่อสร้างที่ช่วยลดการขุดดิน ลดฝุ่นและแรงสั่นสะเทือน รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยลดผลกระทบต่อเมืองได้ ขณะที่มหาวิทยาลัยสามารถศึกษา ทดสอบ และสร้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้การเลือกใช้เทคโนโลยีคำนึงถึงคุณค่าที่เกิดกับเมืองในระยะยาว ไม่ใช่เพียงต้นทุน
อย่างไรก็ตาม การมองไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีไม่ควรทำให้เมืองละเลยคุณค่าจากอดีต เพราะเมืองยังมีความทรงจำ วัฒนธรรม และรากเหง้าของผู้คน ศิลปหัตถกรรมอย่างการทำหัวโขนของชุมชนวัดเทพากร ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 68 สะท้อนให้เห็นว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอดีต แต่เชื่อมโยงกับอาชีพ รายได้ ความภาคภูมิใจ และการส่งต่อความรู้ระหว่างคนต่างรุ่น การพัฒนาเมืองจึงควรทำให้ “ของใหม่” และ “รากเดิมของเมือง” เติบโตไปด้วยกัน
บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงการนำความรู้ออกไปให้ชุมชน แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ความรู้ของชุมชนกลับเข้ามาสู่มหาวิทยาลัย ให้คนในพื้นที่ได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมกำหนดอนาคต เพราะชุมชนไม่ใช่เพียงผู้รับประโยชน์ แต่เป็นเจ้าของเมืองและหุ้นส่วนของการพัฒนา
เมืองที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ภาครัฐมีนโยบายและข้อมูล ภาคธุรกิจมีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ชุมชนมีประสบการณ์และความรู้ของพื้นที่ ขณะที่มหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้ งานวิจัย คนรุ่นใหม่ และพื้นที่สำหรับการทดลอง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ศักยภาพเหล่านี้ “มาพบกัน”
มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” เชื่อมความรู้กับปัญหาของชุมชน เชื่อมนวัตกรรมกับความต้องการของเมือง และเชื่อมนโยบายกับเสียงจากพื้นที่จริง ผ่านงานวิจัยที่ตอบโจทย์พื้นที่ การนำปัญหาของเมืองเข้าสู่ห้องเรียน และการทดลองแนวทางใหม่ก่อนขยายผล
การวัดความสำเร็จควรมองให้ไกลกว่าจำนวนกิจกรรมหรือโครงการ แล้วกลับมาถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้จริงว่า อากาศดีขึ้นหรือไม่ ทางเท้าปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ผู้สูงอายุใช้ชีวิตสะดวกขึ้นหรือไม่ พื้นที่สีเขียวเข้าถึงได้หรือไม่ ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และยังมีคนรุ่นใหม่พร้อมสืบทอดภูมิปัญญาของพื้นที่หรือไม่
เพราะท้ายที่สุด SDG 11 ไม่ได้อยู่ไกลตัวเรา แต่อยู่ในอากาศที่เราหายใจ ทางเท้าที่เราเดิน ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกัน และวัฒนธรรมที่เราต้องการสืบสานและส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป
มหาวิทยาลัยอาจไม่สามารถแก้ทุกปัญหาของเมืองได้ แต่สามารถ ใช้เมืองเป็นห้องเรียน ใช้ชุมชนเป็นหุ้นส่วน ใช้ข้อมูลเป็น
เข็มทิศ และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือ เพื่อทำให้ความรู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “มหาวิทยาลัยทำกิจกรรมด้าน SDG 11 มากขึ้นเพียงใด” แต่อยู่ที่ว่า “เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของเมือง เราจะทำอย่างไรให้ความรู้ งานวิจัย และพลังของคนรุ่นใหม่ ช่วยทำให้เมืองที่เราอยู่ร่วมกัน...น่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมได้จริง”