เมื่อ “ความสุข” ต้องถูกวัด จาก.. “นโยบาย” สู่ “การปฏิบัติ”
นางสาวสุวิมล แมตสอง ผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล ดร.สุขทิพย์ สุขใส บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง เมื่อ “ความสุข” ต้องถูกวัด จาก.. “นโยบาย” สู่ “การปฏิบัติ” ความว่า แนวคิดเรื่อง “มหาวิทยาลัยแห่งความสุข” หรือ Happy University ไม่ได้เป็นสิ่งที่เฉพาะของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่เป็นกระแสความเคลื่อนไหวระดับนโยบายที่แพร่หลายในแวดวงอุดมศึกษาไทยในช่วงที่ผ่านมา สืบเนื่องจากแนวคิดองค์กรสุขภาวะหรือ Happy Workplace ที่ได้รับการส่งเสริมโดยหน่วยงานด้านสุขภาพระดับชาติมาเป็นฐานคิดตั้งต้น ก่อนที่แต่ละสถาบันจะนำไปตีความและพัฒนาต่อให้เหมาะกับบริบทของตนเอง สิ่งที่น่าสนใจ คือ มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ หากเป็นคำถามเชิงโครงสร้างคือ ความสุขในบริบทของสถาบันอุดมศึกษาควรได้รับการนิยามและวัดผลอย่างไร จึงจะสะท้อนความเป็นจริงของชีวิตคนทำงานและผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงภาพความสำเร็จของกิจกรรมเชิงสันทนาการ
กรอบคิดเรื่อง ความสุของค์กรที่แพร่หลายในสังคมไทยส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรทั่วไปหรือ กลุ่มประชากรทั่วไป ไม่ได้เจาะจงสำหรับสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง เมื่อมหาวิทยาลัยต้องการนำแนวคิดดังกล่าว มาปรับใช้ จึงเกิดกระบวนการแปล ตีความ และพัฒนากรอบเฉพาะของตนขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่า การหยิบยืมกรอบสำเร็จรูปมาใช้ตรงๆ เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องดูแลทั้งกลุ่มบุคลากรผู้ปฏิบัติงานและกลุ่มนักศึกษาผู้เรียนไปพร้อมกัน โดยทั้ง 2 กลุ่มมีเงื่อนไขของชีวิตและความต้องการที่แตกต่างกัน
หากยกกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตมาเป็นตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ จะเห็นสิ่งที่น่าสนใจว่าองค์กรมีการใช้กรอบมิติความสุขมากกว่าหนึ่งชุดควบคู่กันไปตามระดับของการทำงาน ในระดับสถาบัน มีการสังเคราะห์ผลสำรวจความสุขในการทำงานจริงของบุคลากรออกมาเป็นชุดตัวชี้วัดที่ครอบคลุมมิติด้านความสัมพันธ์ในทีมงาน สภาพแวดล้อมทางกายภาพ โอกาสพัฒนาและความก้าวหน้า ระบบสวัสดิการและ การดูแล ตลอดจนบรรยากาศและความรู้สึกเชิงบวกโดยรวม ซึ่งถูกออกแบบให้กระชับเพื่อผูกเข้ากับตัวชี้วัด เชิงยุทธศาสตร์ของสถาบันโดยตรง ขณะเดียวกัน ในระดับปฏิบัติการของบางหน่วยงาน กลับมีการพัฒนาชุดมิติ ที่ละเอียดกว่านั้นขึ้นมาใช้เฉพาะตน เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างกิจกรรมของหน่วยงานตนกับความสุข ในเชิงลึกยิ่งขึ้น การที่องค์กรมีทั้งกรอบระดับสถาบันที่กระชับและกรอบระดับหน่วยงานที่ละเอียดดำรงอยู่คู่ขนานกันเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการนิยามความสุขในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายของภารกิจนั้นยากจะจำกัด อยู่ในกรอบเดียว และยังเป็นพื้นที่ที่แต่ละส่วนงานสามารถแสวงหาเครื่องมือที่เหมาะกับบริบทของตนได้ตราบเท่าที่ ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายภาพรวมของสถาบัน
สิ่งที่ทำให้กรณีของสวนดุสิตเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาต่อคือ เส้นทางการแปลงนโยบายไปสู่โครงการ และผลกระทบที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในแต่ละมิติ ตัวอย่างเช่น ในมิติที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตและความสัมพันธ์ทางสังคม มหาวิทยาลัยได้แปลงหลักการเป็นโครงการ Peer Support Network ที่ลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการ ผลลัพธ์ที่วัดได้คือการจัดกิจกรรม Peer Support Day ต่อเนื่องหลายครั้งโดยมีผู้เข้าร่วมสะสมหลักร้อยคนต่อครั้งและมีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยในระดับสูง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มิติด้านจิตใจและสังคมสามารถแปลงจากหลักการที่จับต้องไม่ได้ไปสู่บริการที่มีมาตรฐานรองรับได้จริง ในมิติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพและการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยแปลงนโยบายเป็นการนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์มาให้บริการบุคลากรและนักศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะยกระดับทักษะดิจิทัลแล้ว ยังส่งผลทางอ้อมไปยังมิติด้านความมั่นคงทางการเงิน ด้วยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีที่ผู้ใช้ต้องแบกรับเอง ตรงกันข้ามกับสองมิติข้างต้น มิติสุขภาพกายกลับแสดงรูปแบบที่ชวนให้ต้องพิจารณาอย่างละเอียดขึ้นคือ เมื่อพิจารณาผลสำรวจดัชนีความสุขรายเดือนจากสวนดุสิตโพลตลอดรอบปีจะพบว่า คะแนนความพึงพอใจด้าน
การออกกำลังกายและการพักผ่อนของทั้งบุคลากรและนักศึกษาเคลื่อนไหวอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำและใกล้เคียงกันเกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นเพียงช่วงเดือนเดียวที่คะแนนพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะไหลกลับสู่ระดับเดิมในเดือนถัดมา ซึ่งเมื่อสอบทานกับปฏิทินกิจกรรมของมหาวิทยาลัยพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับวันประกาศผลของโครงการออกกำลังกายเชิงแข่งขัน ที่มีการชิงรางวัลเป็นแรงจูงใจ ขณะที่โครงการออกกำลังกายต่อเนื่องรายสัปดาห์ในเวลาต่อมากลับไม่ได้ทำให้ค่าเฉลี่ยขยับขึ้นตามไปด้วย รูปแบบเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมเชิงแคมเปญที่มีรางวัลจูงใจสามารถกระตุ้นความรู้สึกได้อย่างฉับพลันแต่ไม่เสถียร ขณะที่กิจกรรมต่อเนื่องแม้จะรักษาความสม่ำเสมอไว้ได้ก็ยังไม่มี กำลังมากพอจะขยับค่าเฉลี่ยของประชากรทั้งหมดให้สูงขึ้นอย่างถาวร
บทเรียนสำคัญที่มีคุณค่าเกินกว่ากรณีศึกษาเดียวคือ มิติความสุขแต่ละด้านไม่ได้ตอบสนองต่อมาตรการในลักษณะเดียวกัน มิติที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสังคมและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร มักตอบสนองต่อกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้ค่อนข้างรวดเร็วและตั้งอยู่ได้นานกว่า ขณะที่มิติซึ่งผูกติดกับเงื่อนไขทางกายภาพและเศรษฐกิจ เช่น สุขภาพกายหรือความมั่นคงทางการเงิน มักตอบสนองต่อแรงจูงใจเฉพาะกิจได้ชั่วครู่ก่อนจะไหลกลับสู่ฐานเดิม เพราะรากของปัญหาแท้จริงแล้วอยู่ที่การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นภาระงาน ระบบสวัสดิการ หรือรายได้ ซึ่งกิจกรรมระยะสั้นไม่อาจแก้ไขได้ในตัวเอง หากองค์กรใดวัดความสำเร็จ ของนโยบายความสุขจากเพียงจำนวนกิจกรรมหรือความพึงพอใจในระยะสั้น โดยไม่แยกแยะว่ามิติใดต้องการมาตรการเชิงโครงสร้างมากกว่ากิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ย่อมเสี่ยงต่อการลงทุนทรัพยากรผิดจุดและได้ผลลัพธ์ที่ไม่ยั่งยืน
หากจะสรุปบทเรียนในระดับที่กว้างกว่าสถาบันใดสถาบันหนึ่งว่า การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ในประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการความรัดกุมทางวิชาการมากขึ้น ทั้งในแง่การเลือกใช้กรอบมิติ ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถาบัน การจำแนกว่ามิติใดตอบสนองต่อกิจกรรมระยะสั้นและมิติใดต้องอาศัย การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการพัฒนาระเบียบวิธีวัดผลที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระดับปฏิบัติการเข้ากับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญกว่ารูปแบบของกรอบคือ ความสม่ำเสมอในการนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละหน่วยงานที่ดำเนินไปอย่างเป็นเอกเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสุขที่แท้จริงขององค์กรการศึกษาไม่ได้วัดจากปริมาณกิจกรรมที่จัดขึ้นในรอบปี หากวัดจากคุณภาพชีวิตประจำวันของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วสถาบันนั้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน