อยู่ทิพย์ กินทิพย์

อยู่ทิพย์ กินทิพย์

คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล

“ทิพย์” เป็นคำขยายให้กับกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเชื่อของคนไทยว่าเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นแล้วจะทำให้มีความสุขมาก แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ก็ตามที

หลายวันก่อนผู้เขียนไปเที่ยวที่บ้านของเพื่อนที่เขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก่อนกลับได้แวะไปเที่ยว “หอศิลป์ทิพย์พิมาน” ที่อยู่ในบริเวณโรงพยาบาลสัตว์ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ รวมถึงที่ประทับของพระองค์ท่านที่อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ กัน เป็นที่ที่มีอากาศเย็นสบาย มีทะเลสาบเล็ก ๆ กับหงส์ขาวและหงส์ดำหลายคู่วนว่ายไปมาแสนน่ารัก รายรอบไปด้วยสวนสวยและพรรณไม้ต่าง ๆ พร้อมกับประติมากรรมรูปเสือตกแต่งอยู่หลายจุด เช่นเดียวกันกับในตัวอาคารก็มีศิลปกรรมนับร้อย ๆ ชิ้น ประกอบด้วยรูปวาดและประติมากรรมฝีพระหัตถ์ นำมาแสดงไว้อย่างน่าสนใจและสวยงามยิ่ง

เมื่อชมเสร็จแล้วก็มานั่งที่คาเฟ่ชั้นล่างริมทะเลสาบ จิบเครื่องดื่มกับเบเกอรี่หรู ๆ ในราคาที่ไม่แพง ชมทิวทัศน์รอบ ๆ นั้นอีกครั้งจนอิ่มใจ เหมือนอยู่ใน “ทิพย์วิมาน” นั้นจริง ๆ เมื่อกลับออกมาก็ยังประทับใจ เป็นความรู้สึกแบบ “อิ่มทิพย์” และอยากให้มีอยู่แบบนี้ในชีวิตของเราตลอดไป หรือจะเรียกว่า “อยู่ทิพย์” ก็ได้

คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ (ตามคติฮินดูและพราหมณ์ แต่ได้มีการนำมาผสมกับศาสนาพุทธจนแยกกันไม่ออก) เชื่อว่า จักรวาลนี้มีชีวิตแบ่งเป็น 3 ระดับ คือบนสุดเป็น “สวรรค์” ตรงกลางเป็น “โลก” และล่างสุดนั้นเป็น “นรก” โดยสวรรค์ (ซึ่งก็ยังแบ่งออกเป็น 6 ชั้นในกามภพ หรือรวมเป็นสวรรค์ 26 ชั้น) เป็นที่อยู่ของเทวดา โลกเป็นที่อยู่ของมนุษย์ และนรกเป็นที่อยู่ของพวกเปรตและอสุรกาย (ซึ่งก็มีอีกหลายชั้นเรียงกันลงไป) ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่อง “เตมียกถา” หรือ “ไตรภูมิพระร่วง” ที่นักวิชาการเชื่อว่าผู้ปกครองในสมัยกรุงสุโขทัยเขียนขึ้นเพื่อ “อบรมกล่อมเกลา” ให้ราษฎรอยู่ในศีลในธรรม และทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยในการปกครองดูแล แบบที่เรียกว่า “ว่านอนสอนง่าย” นั้น

ไตรภูมิพระร่วงจะเน้นสอนให้คนเราเชื่อในการสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อสั่งสมบุญกุศลนั้นไว้ให้มาก ๆ ตายไปจะได้ไปเกิดที่ดี ๆ คือ “ขึ้นสวรรค์” แต่ถ้าใครทำชั่ว สร้างบาปกรรม ก็จะสั่งสมบาปกรรมนั้นมากขึ้น ๆ เช่นเดียวกัน แต่ตายไปก็จะ “ตกนรก” ซึ่งชีวิตบนสวรรค์กับในนรกนั้นต่างกันมาก เช่น นรกจะมีแต่ความทุกข์ทรมาน ถูกลงโทษและทำร้ายอย่างทารุณ ตรงกันข้ามกับสวรรค์ที่มีแต่ความสุขสบาย ไม่ต้องทำมาหากินอะไร นึกอยากจะไปไหนหรือกินอะไร ก็มีขึ้นได้ตามที่คิดนึก เรียกว่า “กินทิพย์ อยู่ทิพย์” ไปโดยตลอด สวรรค์บางชั้นนั้นสบายยิ่งกว่านั้น คือไม่หิว ไม่ต้องรับประทานอะไรเลย เรียกว่า “อิ่มทิพย์” สุขสบายอย่างยิ่ง

คำว่าทิพย์นี้ในสมัยก่อนมักใช้แต่ในความหมายที่ดี ๆ เช่น กินทิพย์ อยู่ทิพย์ หรืออิ่มทิพย์ ดังกล่าว แต่มาถึงสมัยนี้กลับนำมาใช้กับการทำที่ไม่ดีต่าง ๆ เช่น เป็นนักโทษต้องติดคุก แต่กลับไม่ต้องไปเข้าคุกจริง ๆ เพียงแต่ทำทีว่าป่วยหนัก ต้องออกมารักษาตัวตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ก็มีการจัดเตรียมโรงพยาบาลไว้ให้ เมื่อนักโทษคนนั้นเข้าไปพัก (หรือพักผ่อน) ก็เรียกว่า “ติดคุกทิพย์” อย่างนี้เป็นต้น

แต่ที่เอามาใช้กันมากในยุคนี้กันมาก ๆ จนเกิด “วัฒนธรรมทิพย์” ขึ้นเป็นการทั่วไป ก็คือเรื่องของเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้คนเราไม่ต้องดิ้นรนไปกินไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ โดยตรง เพียงแต่ใช้แอปพลิเคชันหรือช่องทางเชื่อมต่อต่าง ๆ ก็สามารถไปเที่ยวไปกินกับใคร ๆ ก็ได้ แบบที่เรียกว่า “กินทิพย์ - เที่ยวทิพย์” นั้น รวมถึง “ช้อปปิ้งทิพย์” คืออยากซื้อหรืออยากได้อะไร ก็หามาใช้ได้ แม้จะไม่ได้ใช้จริง ๆ ก็ยังทำให้มีความสุขขึ้นได้เช่นกัน

ความจริงเราทุกคนมีสิ่งที่เป็น “พลังทิพย์” อยู่ในตัวมาตั้งแต่จำความได้แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งตำนานความเชื่อหรือเทคโนโลยีใด ๆ นั่นก็คือ “ความฝัน” เพราะเพียงแค่ฝันว่าอยากได้โน่นได้นี่ อยากเป็นโน่นเป็นนี่ ก็สามารถสร้างความสุขหรือ “สมหวัง” ในสิ่งที่คิดนั้นแล้ว แม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่เพียงได้คิดได้ฝันก็มีความสุข จึงถือว่าเราได้อยู่ใน “โลกทิพย์” นั้นแล้ว

ลองคิดดูซิว่าถ้าเราไม่มีความฝัน ชีวิตเราจะมีความทุกข์มากมายสักเพียงใด?

นักจิตวิทยาค้นพบว่าความฝันคือแรงผลักดันให้ผู้คนคิดอยากจะทำนั่นทำนี่ และเรียกความฝันนั้นว่า “พลังชีวิต” ซึ่งในทางศาสนามองว่าความฝันนี้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “แรงศรัทธา” หรือความเชื่อความคิดที่มุ่งมั่นที่อยากจะทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น และในทางวิทยาศาสตร์ ความฝันนี้คือพลังสร้างสรรค์หรือทำให้มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเทคโนโลยีและการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของชีวิตและธรรมชาติทั้งหลาย ดังนั้นความฝันจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก และน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด” ที่ฝังอยู่ในตัวของมนุษย์โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงแต่ต้อง “ฝันดี” อยู่เสมอ แบบที่เรียกว่า “คิดดี ทำดี” นั้น

หลักคิดนี้ผู้เขียนก็ได้มาจากการ “ท่องโลกทิพย์” คือเข้าไปอ่านในเพจที่มีคนส่งมาทางไลน์กลุ่มของเพื่อน ๆ กลุ่มหนึ่ง ตอนแรกก็นึกว่าเขาจะนำไปให้เราลุ่มหลงในสิ่งงมงาย เพราะเขาใช้ชื่อเรื่องว่า “ท่องโลกทิพย์” นั้นตรง ๆ ซึ่งเมื่อสัก 30 - 40 ปีก่อนจะมีนิตยสารฉบับหนึ่งใช้ชื่อว่า “โลกทิพย์” ที่มีเนื้อหาเต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับเหลือเชื่อ รวมถึงความงมงายในทางไสยศาสตร์ทั้งหลาย แต่พอมาได้อ่านในเพจนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเขาจะเน้นแต่เรื่องที่สร้างความสุข คือพาท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ ที่ล้วนแต่มีความสวยงาม มีของกินอร่อย ที่สำคัญเมื่อดูจบก็มีความสุขความประทับใจไปด้วย

น่าเสียดายที่ตอนนี้คนเขียนคงจะไม่สบาย จึงไม่ได้อ่านข้อเขียนนี้มาหลายสัปดาห์ แต่เท่าที่อ่านมาประมาณปีเศษก็ทำให้ได้ไปเที่ยวในสถานที่หลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสถานที่ที่คนทั้งหลายไปเที่ยวกันโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ เพียงแต่เขาให้หลักคิดว่า ถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนให้ตั้งใจหรือเริ่มต้นคิดฝันเสียก่อนว่า เราไปหาความสุข ไม่ได้ไปหาความทุกข์

แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วไม่ได้พบได้เจอในสิ่งที่เราคิดฝันไว้นั้นก็จง “คิดฝันใหม่อีกครั้ง” คือเริ่มต้นเอาตรงนั้นนาทีนั้นเลย เช่น เข้าร้านอาหารที่โฆษณาหรือมีการรีวิวนักหนาว่าอร่อยนักอร่อยหนา แต่พอได้ทานแล้วคำแรกก็สะอึกเลย หรือไม่ถูกปากถูกคอ เราก็หลับตาลงแล้วฝันเสียใหม่ว่า แต่ก่อนคงอร่อยกว่านี้ นี่คงเป็นการพัฒนาหรือปรับปรุงรสชาติใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแม่ครัวหรือกุ๊กคนใหม่ หรืออาจจะคิดให้กว้างไกลไปอีก ก็เช่น วัตถุดิบเปลี่ยนไป วัตถุดิบนี้ไม่ใช่ฤดูกาลของมัน รวมถึงดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไป รสชาติจึงเปลี่ยน ท้ายที่สุดก็ฝันมาถึงตัวเรา ว่าเรานี่แหละที่เป็นสาเหตุ เช่น ลิ้นอาจจะไม่เหมือนคนอื่น หรืออาจจะไม่คุ้นเคยกับอาหารและรสชาติแบบนี้ ฯลฯ

ทั้งหมดนี้มีหลักง่าย ๆ นิดเดียว คือ

1.จงมองโลกในแง่ดี

2.จงมองให้กว้างและไกล

3.มองแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ

สุดท้าย ถ้ายังไม่พบคำตอบที่พอใจหรือหาสาเหตุอะไรไม่ได้ก็มองมาที่ตัวเรา

ที่สุดเราก็จะมีเหตุผลอธิบายในทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างสุขสบายใจ หรือต้องพยายาม “ฝันให้มีความสุข” ให้ได้

“โลกทิพย์ กินทิพย์ อยู่ทิพย์” ไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากความสุขความพอใจที่เกิดขึ้นด้วยความฝันของเรานี่เอง