เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: ส่องต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์รับแรงกดดันตลาดโลก กากถั่วเหลืองขึ้นเด่น ข้าวปรับราคา “สุกร-ไก่-ไข่” ยังนิ่ง
ภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรไทยประจำสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ (31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2569) สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามามีอิทธิพลต่อราคาวัตถุดิบต้นทุนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ตามทิศทางความต้องการของตลาดโลกและค่าระวางเรือที่พุ่งสูง ขณะที่กลุ่มเนื้อสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ในประเทศยังคงรักษาระดับราคาทรงตัวเพื่อสมดุลกับกำลังซื้อของผู้บริโภค
เมื่อพิจารณาในกลุ่มวัตถุดิบหลัก พบว่าราคากากถั่วเหลืองนำเข้าปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น จากกิโลกรัมละ 16.90 บาท มาอยู่ที่ 18.00 บาท ซึ่งเป็นผลมาจากแรงซื้อสะสมมหาศาลในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่มียอดสั่งซื้อสะสมทะลุ 1 ล้านตัน ผสมผสานกับความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในแถบทะเลดำที่กดดันให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าชิคาโก (CBOT) สัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายนจะย่อตัวลงมาปิดที่ 13.1025 ดอลลาร์/บุชเชล จากแรงขายทำกำไรหลังจากพุ่งทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2566 แต่ในภาพรวมแนวโน้มราคาถั่วเหลืองนำเข้ายังคงมีทิศทางปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน ตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเริ่มมีการพักตัว โดยราคา ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ขยับลงเล็กน้อยจากหาบละ 591 บาท มาอยู่ที่ 588 บาท สอดคล้องกับตลาดล่วงหน้า CBOT สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคมที่ลดลงปิดที่ 5.4350 ดอลลาร์/บุชเชล เนื่องจากเผชิญแรงขายทำกำไร หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี อย่างไรก็ดี ความกังวลเรื่องปริมาณผลผลิตในสหรัฐฯ และสถานการณ์ในทะเลดำยังคงเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ราคาข้าวโพดทรุดตัวลงแรง ทำให้คาดการณ์ว่าราคาข้าวโพดในประเทศระยะสั้นจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับนี้
สำหรับสถานการณ์ปลาป่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ แม้ว่าประเทศเปรูจะประกาศระงับการจับปลาชั่วคราว จนดันให้ราคารับซื้อในจีนขยับสูงขึ้นเนื่องจากสต็อกลดลง แต่ราคาปลาป่นในประเทศไทยยังคงนิ่งและทรงตัวทุกระดับเกรด โดยปลาป่นเกรดกุ้งยืนราคาที่กิโลกรัมละ 63 บาท ปลาป่นเบอร์ 1 (โปรตีนสูงกว่า 60%) อยู่ที่ 57.70 บาท และปลาป่นเบอร์ 2 อยู่ในช่วง 51.70 – 54.20 บาท ตามระดับค่าโปรตีน ซึ่งคาดว่าแนวโน้มราคาน่าจะยังคงทรงตัวต่อเนื่อง
ขณะที่กลุ่มพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าว ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดส่งออก โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ขยับขึ้นเป็นกระสอบละ 1,470 บาท เช่นเดียวกับปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ที่ขึ้นมาอยู่ที่กระสอบละ 1,120 บาท ส่งผลให้ราคาข้าวสารส่งออก (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 489 ดอลลาร์ต่อตัน สำหรับข้าวขาว และ 382 ดอลลาร์ต่อตัน สำหรับปลายข้าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าทิศทางราคาข้าวในระยะถัดไปจะเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว
ปิดท้ายที่กลุ่มสินค้าปศุสัตว์และปีก ทั้งสุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ภาพรวมราคายังคงนิ่งและไม่มีการขยับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มทรงตัวอยู่ในกรอบ 76-79 บาทต่อกิโลกรัมทั่วทุกภูมิภาค ส่วนลูกสุกรน้ำหนัก 16 กิโลกรัม อยู่ที่ 2,100 บาท ขณะที่ราคาไก่เนื้อมีชีวิตตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ตรึงไว้ที่กิโลกรัมละ 45.50 บาท และราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากเครือข่ายสหกรณ์ฯ ยังคงตรึงไว้ที่ฟองละ 4.00 บาท ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการอุปทานในตลาดที่ยังคงสมดุลกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และคาดว่าราคาสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมดจะยังคงรักษาระดับทรงตัวต่อไปในระยะสั้นนี้